โค่นต้นมะขามหวานทิ้งปลูกพืชศก.อื่นแทน
เกษตรกรเพชรบูรณ์สุดทนปลูกมะขามหวานมากว่า 30 ปี ประสบปัญหาการขาดทุนติดต่อกันนาน 5 ปีตัดสินใจโค่นต้นมะขามหวานทิ้งหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน
เกษตรกรเพชรบูรณ์สุดทนปลูกมะขามหวานมากว่า 30 ปี ประสบปัญหาการขาดทุนติดต่อกันนาน 5 ปีตัดสินใจโค่นต้นมะขามหวานทิ้งหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน
นายนิมิต สงวนวงศ์ เจ้าของสวนมะขามหวาน “ไร่สงวนวงศ์” ตั้งอยู่เลขที่ 156/3 หมู่ 12 ต.วังชมภู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ยึดอาชีพทำสวนมะขามหวาน จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดมานานกว่า 30 ปี แต่จำเป็นต้องให้คนงานทำการตัดโค่นต้นมะขามหวานทิ้งจำนวนทั้งหมด 450 ต้น ที่ปลูกไว้ภายในพื้นที่จำนวน 37 ไร่ หลังจากประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนักติดต่อกันมานานถึงกว่า 5 ปี
ทั้งนี้บางปีฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้มะขามหวานบางปีไม่ค่อยจะติดดอกออกฝัก เพราะประสบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และบางปีต้องประสบปัญหาเนื่องจากมีฝนตกลงมา ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว จนทำให้มะขามหวานเน่าเสีย และเกิดเป็นเชื้อรา โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ได้เกิดฝนหลงฤดูตกลงมาในช่วงต้นเดือนม.ค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว จนทำให้มะขามหวานเกิดเป็นเชื้อรา เน่าเสียเป็นจำนวนมาก ประมาณ 60-80 เปอร์เซ็นต์
นายนิมิต กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่มะขามหวานกำลังจะออกดอก ก็ได้เกิดภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง จนทำให้มะขามหวานไม่ค่อยจะออกดอกติดฝักดกเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ซ้ำเกษตรกรผู้ปลูกมะขามหวานยังต้องแบกรับกับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ราคานับวันจะลดต่ำลงไม่ไหว ซึ่งในอดีตมะขามหวานพันธุ์ประกายทอง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าพันธุ์“ตาแป๊ะ” ซึ่งเป็นมะขามหวานพันธุ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
เนื่องจากเป็นมะขามหวานที่มีขนาดฝักตรงใหญ่ เนื้อนุ่มหนา ชุ่มฉ่ำ และรสชาดหวานสนิท โดยขนาดฝักใหญ่ หรือที่เรียกว่าขนาด “จัมโบ้” ราคาจะตกประมาณกิโลกรัมละ 300-400 บาท แต่ปัจจุบันเหลือเพียงกิโลกรัมละ 100-120 บาท ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะขามหวานบางรายตัดสินใจตัดโค่นต้นมะขามหวานทิ้ง เพื่อหันไปทดลองปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เนื่องจากมะขามหวานซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ และเป็นพืชเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่สามารถทำเงินรายได้ให้กับเกษตรกรในจังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท แต่ทางรัฐบาลกลับไม่มีนโยบายส่งเสริมประกันราคา หรือให้ความช่วยเหลือในช่วงที่เกษตรกรผู้ปลูกมะขามหวานประสบปัญหาการขาดทุน


