
AFTA กระเทือน “ร้านขายยา” ไทย
การจัดตั้งเขตการค้าเสรีส่งผลให้ร้านขายยาเป็นสิ่งที่ล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงที่สุด หากยังไม่มีการปรับตัวจะต้องปิดกิจการไปกว่า 50%
การจัดตั้งเขตการค้าเสรีส่งผลให้ร้านขายยาเป็นสิ่งที่ล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงที่สุด หากยังไม่มีการปรับตัวจะต้องปิดกิจการไปกว่า 50%
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ย้อนกลับไปในปี 2535 ประเทศไทยได้เสนอต่อประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 อันประกอบด้วย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย บรูไนดารุสซาลาม เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ขึ้น โดยการเปิดประตูสู่การค้าเสรีในครั้งนั้นยังผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนถึงกว่า 22.58%
เรื่อยมาจนปี 2553 และสืบเนื่องต่อไปถึงปี 2558 ประเทศไทยกำลังจะรวมการเค้าเสรีเป็นเขตเศรษฐกิจเดียวกับเหล่าสมาชิกอาเซียน เรียกกันว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Cooperation : AEC) ซึ่งกำหนดอัตราอากรคือ 0% และเปิดให้มีการลงทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรีด้วย
“ที่สุดแล้วการค้าก็ค่อยๆ เปิดมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศสมาชิกด้วยกันก็จะเข้ามาลงทุน อยู่กิน และเป็นเจ้าของธุรกิจในประเทศไทยได้ ในขณะที่คนไทยก็มีสิทธิไปประกอบธุรกิจในประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นทุกๆ ประเทศจำเป็นต้องมีการปรับตัว” นิลสุวรรณ ลีลารัศมี ประธานคณะกรรมการประเด็นเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์
กลยุทธ์พื้นฐานในการปรับตัวและเตรียมพร้อมต่อ “การค้าเสรี” และ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.การรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่ม ชมรม หรือสมาคม เพื่อสร้างองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติ พร้อมกับมีผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและเอกชนมาให้คำแนะนำ 2.จัดตั้งสถาบันกลางหรือสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งความรู้เชิงลึกในแต่ละประเด็น เพื่อศึกษาองค์ความรู้ ขีดความสามารถในการแข่งขัน 3.การส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมหารือหรือต่อรองในแต่ละประเด็นการเจรจา
“ต้องพึงระลึกเสมอว่าการค้าเสรีในระยะยาว คือการเปิดประเทศต่อการค้าหรือลมพายุหมุนที่เปลี่ยนแปลงหมุนเวียนโดยไม่หยุดนิ่ง”นิลสุวรรณกล่าว
สำหรับผลดีจะเกิดกับผู้บริโภคซึ่งมีทางเลือกซื้อสินค้าและบริการในราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหรือใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศก็ตาม แต่ข้อเสียทางการค้าจะตกอยู่กับกลุ่มสินค้าและบริการที่ขาดความพร้อมต่อการแข่งขัน ก็จะถูกสินค้าคู่แข่งอย่างเดียวกันมาแย่งตลาดไป
“ร้านขายยาเป็นสิ่งที่ล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงที่สุด หากยังไม่มีการปรับตัวจะต้องปิดกิจการไปกว่า 50%”กรรมการสภาอุตสาหกรรมฯ ระบุ
นิลสุวรรณ อธิบายว่า ประเทศไทยได้ตกลงเปิดเสรีการค้าบริการด้านสุขภาพไปแล้วจนถึงปี 2558 ซึ่งครอบคลุม “ร้านขายยา” ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือต้องมีทุนต่างชาติไหลเข้ามา ทุนนี้จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับร้านขายยาใหญ่ๆ อาทิ ที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า โดยมีการให้บริการอย่างครบวงจร มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำการใช้ยา ภาพรวมของร้านขายยาในอนาคตที่ร่วมทุนกับต่างชาติก็จะมีมากขึ้นและเป็นร้านที่มีคุณภาพ ในขณะที่ร้านขายยารายย่อยหากยังไม่คิดปรับตัวก็จะต้องเสียหาย
จุดอ่อนของร้านขายยาคือตั้งอยู่กับที่ ดังนั้นเมื่อบังคับใช้เขตการค้าเสรีแล้วจำเป็นต้องปรับตัวออกไปนอกสถานที่ให้เป็นจุดกลางของการให้บริการด้านสุขภาพ อาทิ การมีพนักงานให้ข้อมูลประจำร้าน การขายยาทางอินเตอร์เน็ต ที่สำคัญร้านขายยาจำเป็นต้องจับมือกันรวมเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมร้านขายยาเพื่อสร้างเครือข่ายและความเข้มแข็งทางธุรกิจ ให้รอดจากการแข่งขันโดยทุนข้ามชาติ
“การขายยาทางอินเตอร์เน็ตก็สำคัญ โดยขณะนี้ อย.ของประเทศไทยยังไม่อนุญาต แต่ในหลายๆ ประเทศอนุญาตหมดแล้ว จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องพูดกันเรื่องนี้”
นิลสุวรรณ บอกว่า จากข้อมูลวิเคราะห์ได้ว่าประเทศแรกๆ ที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนร้านขายยาคือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ต้องเข้าใจว่าตามกฎหมายแล้ว เมื่อคนไทยถือหุ้น 51% ต่างชาติถือ 49% ร้านก็ยังเป็นสัญชาติไทยอยู่ และคนไทยก็จะได้รับประโยชน์ความร่วมมือของต่างชาติ อย่างไรก็ตามข้อตกลงระบุให้ทุนต่างชาติเป็นได้เพียงเจ้าของ ส่วนการให้บริการอื่นๆ ยังต้องเป็นคนท้องถิ่นของแต่ละประเทศ
“ต่อไปจะขายโปรดักส์อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องขายเซอร์วิสด้วย และเราไม่อาจปฏิเสธการแข่งขันในขณะที่โลกเดินไปแล้วได้ ทางแก้เดียวคือต้องเร่งการผลิตทั้งบุคลากร และอื่นๆ ภายใต้ความเหมาะสม” ประธานคณะกรรมการประเด็นเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เชื่อเช่นนั้น
ทั้งนี้ ข้อมูลจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ประเทศไทยมีร้านขายยาประมาณ 1.7 หมื่นแห่ง แต่มีเพียง 4% ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน







