
น้ำพรากชีพเด็ก1.5 หมื่นราย สธ.เร่งล้อมคอก
คงเส้นคงวามาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สำหรับสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตในเด็กน้อยวัยกระเตาะ ตัวเลขกว่า 1.5 หมื่นรายคือจำนวนชีวิตที่ได้สังเวยไปแล้วโดยไม่รู้เดียงสา ทั้งหมดเกิดจากภาวะการ “จมน้ำ” เพียงอย่างเดียว....
คงเส้นคงวามาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สำหรับสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตในเด็กน้อยวัยกระเตาะ ตัวเลขกว่า 1.5 หมื่นรายคือจำนวนชีวิตที่ได้สังเวยไปแล้วโดยไม่รู้เดียงสา ทั้งหมดเกิดจากภาวะการ “จมน้ำ” เพียงอย่างเดียว....
โดย....ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
คงเส้นคงวามาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สำหรับสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตในเด็กน้อยวัยกระเตาะ ตัวเลขกว่า 1.5 หมื่นรายคือจำนวนชีวิตที่ได้สังเวยไปแล้วโดยไม่รู้เดียงสา ทั้งหมดเกิดจากภาวะการ “จมน้ำ” เพียงอย่างเดียว
พรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมป้องกันการจมน้ำในเด็ก เปิดเผยข้อมูลอันน่าสะเทือนใจว่า กว่า 90% ของเด็กที่เสียชีวิตเกิดจากการจมน้ำทั้งสิ้น โดยระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. ของทุกปีจะมีเด็กเสียชีวิตประมาณ 500 ราย สำหรับสาเหตุหลักเกิดจากความเผลอเลอของผู้ปกครองและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็ก ที่สำคัญเด็กกว่า 13 ล้านคน ว่ายน้ำเป็นเพียง 2 ล้านคนเท่านั้น
รมช.สาธารณสุข อธิบายว่า กระทรวงฯ ได้ออกมาตรการเชิงรุก 4 ประการ ได้แก่ 1.การสอนเด็กที่อยู่ห่างไกลในทุกจังหวัดให้มีทักษะในการเอาตัวรอดในน้ำ 2.สร้างเครือข่ายอาสากู้ชีพ เบื้องต้นมีจำนวน 83,584 คน สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย 3.ผลิตสื่อเผยแพร่ความรู้ 4.ขยายผลการดำเนินงานลงสู่ภาคท้องถิ่นและเอกชน
นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ ผู้อำนวยการสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ฉายภาพการดำเนินการเพื่อป้องกันการจมน้ำในเด็กปี 53 ว่า แม้ข้อมูลการเสียชีวิตของเด็กวัยต่ำกว่า 15 ปี จากการจมน้ำตั้งแต่ปี 2549 – 2552 จะลดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง และมากกว่าสาเหตุอันดับสองคืออุบัติเหตุทางจราจรถึง 2 เท่า โดยเฉลี่ยทุกชั่วโมงจะมีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำ 1 คน
"แม้ 4 ปีหลังนี้ตัวเลขการเสียชีวิตจะมีแนวโน้มลดลง แต่ก็ยังสูงกว่าค่ามาตรฐาน เพราะตามหลักแล้วไม่ควรเกิน 5 คน ต่อ 1 แสนราย ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ 9 คน ต่อ 1 แสนราย"นพ.ภานุวัฒน์ ชี้แจง
ผู้อำนวยการสำนักโรคไม่ติดต่อ บอกอีกว่า ได้ดำเนินนโยบายไปแล้วหลายประการ ได้แก่ 1.รณรงค์ป้องกันการจมน้ำทุกๆ วันเสาร์แรกของเดือนมี.ค.ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมและเสี่ยงต่อการจมน้ำมากที่สุด 2.จัดการประชุมให้วัคซีนป้องกันเด็กจมน้ำ 3.แจกจ่ายเอกสารให้ความรู้เพื่อป้องกันการจมน้ำในสถานที่สำคัญๆ 4.จัดกิจกรรมในโรงเรียนอนุบาลจำนวน 550 แห่งทั่วประเทศ 5.พัฒนาและฝึกทักษะเจ้าหน้าที่ในชุมชนเพื่อการเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ
สำหรับมาตรการจากสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ทำโครงการว่ายน้ำเพื่อชีวิตช่วงฤดูร้อน โดยดำเนินการใน 85 โรงเรียน ครอบคลุมทุกจังหวัด มีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยโรงเรียนละ 300 คน ทั้งนี้จะสนับสนุนเพื่อขยายผลโครงการด้วยการมอบงบประมาณให้อีกโรงเรียนละ 1 แสนบาท อย่างไรก็ตามในส่วนของโรงเรียนเอกชนนั้นไม่สามารถบังคับให้เปิดหลักสูตรได้ ขึ้นอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารเอง ส่วนสถาบันการพละศึกษาได้บรรจุหลักสูตรการช่วยเหลือเด็กจมน้ำลงในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษา 17 วิทยาเขต ทั่วประเทศมีทักษะและเป็นครูเพื่อถ่ายทอดวิชาต่อได้ เบื้องต้นมีผู้ผ่านหลักสูตรนี้แล้ว 3 แสนราย
ด้านผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยความคืบหน้าการยกร่างฉลากคำเตือนในอ่างอาบน้ำว่า ขณะนี้คณะกรรมการว่าด้วยฉลากได้ยกร่างคำเตือน และสัญลักษณ์เพื่อปิดประกาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะส่งไปให้ผู้ประกอบการพิจารณาและแสดงความเห็น ทั้งนี้วันที่ 16 พ.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง หากเห็นชอบก็จะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา
อีกหนึ่งความเห็นที่น่าสนใจคือการขมวดปมปัญหาของ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีแม่งานหลักในการรับผิดชอบปัญหาการจมน้ำของเด็ก การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงการรวบรวมปัญหาและสะท้อนภาพให้เห็นอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่คงไม่สามารถแบกรับภาระนี้ไปเรื่อยๆ ได้ ดังนั้นการหาเจ้าภาพที่จะเข้ามาแก้ปัญหาคือสิ่งที่จำเป็น
“ผมคิดว่าเจ้าภาพหลักของเรื่องนี้คือเจ้าของพื้นที่ในแต่ละจังหวัด โดยปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการมองปัญหาและการบริหารจัดการ คือทำอย่างไรให้เจ้าของพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการเรื่อยมาถึงผู้บริหารท้องถิ่นตระหนักได้ว่าเรื่องการจมน้ำของเด็กอยู่ในความรับผิดชอบ”นพ.ศิริวัฒน์กล่าวโดยสรุป
รองปลัดสาธารณสุขรายนี้ มองว่า การให้ความช่วยเหลือเด็กขณะจมน้ำไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะมีเวลาให้ดำเนินการเพียงไม่กี่วินาที ดังนั้นการควบคุมและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ จึงเป็นแนวทางที่ควรปฏิบัติ
นอกจากการฝึกอบรมทักษะให้กับเด็กของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว รัฐบาลควรกำหนดยุทธศาสตร์ล้อมคอกปัญหาในระยะยาว เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดกว่า 1,500 รายต่อปี







