
อุทุทพร ลา สทศ. ทิ้งทวนวิพากษ์การศึกษาไทย
...ธเนศน์ นุ่นมัน
“
การศึกษาชาติจะเจริญขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่ต้องการเห็นเด็กไทยมีความรู้ เป็นคนดีอย่างจริงจัง ไม่แฝงเงิน ลาภ ยศ ตำแหน่ง จึงจะเป็นไปได้สร้างจิตสำนึกให้เด็กต้องเน้นที่ผู้ใหญ่ รวมทั้งนักการเมือง คงจะเป็นเรื่องยากถ้ากระทรวงทั้งหลายไม่เข้มแข็ง รมว.ศึกษาธิการ ไม่รู้เรื่องการศึกษา ผู้บริหารระดับกรม สำนัก ยังไม่ใส่ใจ ทำอย่างไรให้ประชาชนมา
‘กำกับ’ คนเหล่านี้ เพื่อโรงเรียนจะได้เข้มแข็ง และให้ประชาชนมีส่วนในการจัดการศึกษามากที่สุด การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเริ่มต้นจากเราต้อง ‘ยอมรับความจริง’ แล้วหาทางออกร่วมกัน ปัญหาวิกฤตการศึกษาไทยมิใช่ปัญหาที่เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง หากไม่คิดทำอะไรเลย ทางออกการศึกษาไทยก็จะเป็นทางตันอยู่วันยังค่ำ”นั่นคือสิ่งที่ระบุไว้บนหน้าสุดท้ายของเอกสารที่ อุทุมพร จามรมาน รักษาการผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) (สทศ.) กล่าวไว้
ถือเป็นความห่วงใยที่มีต่อวงการศึกษา ก่อนจะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 30 พ.ย.นี้
ตลอดช่วงเวลา 4 ปี ที่กุมบังเหียน สทศ. ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุทุมพร เป็นเสมือนเครื่องหมายการค้าขององค์กรนี้ รับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ หากกวาดตาสำรวจจากกระทู้ในแวดวงการศึกษาที่ตั้งวงถกถึงข้อสอบวัดผลระดับต่างๆ รูปแบบการถามตอบข้อสอบที่ถูกมองว่าพิสดารพันลึกเป็นที่โจษจันกันทั่ว เว็บบอร์ดบางสำนักร้อนฉ่า ดูจากผลตอบรับคลิปล้อเลียนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ที่มีผู้เข้าชมนับแสน น้ำหนักของสิ่งที่ได้รับเป็นก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้
แต่กระนั้นก็กล่าวได้อีกแง่หนึ่งว่า อุทุมพร และ สทศ.สามารถสร้างแรงกระเพื่อม สร้างกระแสให้ผู้ปกครองนักเรียน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการศึกษา กระตือรือร้นเรื่องการสอบวัดต่างๆ ไม่น้อย
อุทุมพร บอกว่า ประสบการณ์จากที่คลุกคลีอยู่กับแวดวงการศึกษามายาวนาน กล่าวได้อย่างมั่นใจว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถพาการศึกษาหลีกหนีจากวิกฤต แม้จะปฏิรูปการศึกษากันอีกกี่รอบ ปัญหาบางเรื่องยังคงฝังรากลึกยากที่จะเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ สิ่งที่ควรปรากฏเป็นรูปธรรมก็คือ ครูผู้สอนและนักเรียนดีขึ้น หรือมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น แต่จนถึงตอนนี้และคาดว่ารวมไปถึงอนาคตก็ยังได้ภาพที่ตรงข้ามเสมอ
“
ตลอดมาและกำลังดำเนินอยู่ สิ่งที่ละเลยไปอย่างน่าเสียดาย คือ การพยายามเข้าใจ และศึกษาความแตกต่างของแต่ละโรงเรียน ซึ่งหากมีการปฏิบัติอย่างจริงจังจะพบว่า แต่ละโรงเรียนที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน บางโรงเรียนขาดครูบางวิชา ปัญหาบางโรงเรียนก็เริ่มจากตัวนักเรียนเอง ครูจะลงมือแก้อย่างไร โรงเรียนมีปัญหาที่หลากหลาย ขณะที่ตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการไม่มีข้อมูลรายละเอียดที่เจาะจงลงไปเฉพาะแต่ละโรงเรียน และไม่ใส่ใจว่าปัญหาที่ไม่เหมือนกัน วิธีแก้ที่ไม่เหมือนกัน เวลาแก้ปัญหาจึงได้แต่แก้ภาพคร่าวๆ เข้าไม่ถึงปัญหา”“
ภาพรวมทั้งประเทศนั้นดีก็จริง เช่น เมื่อดูที่ค่าเฉลี่ยของครูและนักเรียน ตอนนี้เรามีครู 1 คนต่อนักเรียน 20 คน เป็นตัวเลขที่ดี ขณะที่ต้องมองเช่นกันว่าครูของแต่ละโรงเรียนไม่ได้มีความสามารถเท่ากัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะดัดแปลงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เข้ากับโรงเรียนตัวเองจำนวนมาก ไม่เข้าใจว่าการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ ไม่ต้องเน้นให้เท่ากัน แต่ละโรงกลับต้องสอนเหมือนๆ กัน ผลก็คือบอกไม่ได้ว่านักเรียนต้องรู้อะไรในกลุ่มสาระการเรียนรู้ และจะยังแก้ยากหากรัฐบาลยังคิดว่าสามารถใช้สูตรสำเร็จรูปสูตรเดียวแก้ปัญหาทุกเรื่องได้ ทุ่มเทงบประมาณไปมากเพียงไรก็อาจจะสูญเปล่า” รักษาการผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวก่อนจะทิ้งท้ายว่า
“สทศ.เป็นเพียงหน่วยงานชี้ว่านักเรียนมีความรู้แค่ไหน ด้วยข้อสอบที่ออกเพื่อวัดความสามารถ น่าเป็นห่วงที่พบว่าทั้งโรงเรียนและสถาบันกวดวิชาเปลี่ยนรูปแบบการสอนตามข้อสอบที่เราออก ทั้งที่ต้องสอนตามวัตถุประสงค์ ลืมไปแล้วว่าข้อสอบเป็นเพียงรูปแบบ ออกอย่างไรก็น่าจะสอบได้ ที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องก็คือ คะแนนที่ได้มาควรจะเป็นส่วนนำไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอน ที่ผ่านมา สทศ.พยายามเรียกร้องต่อหน่วยงานต้นสังกัดและกระทรวงศึกษาธิการ นำผลคะแนนการทดสอบไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็ดูเหมือนแทบจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากเป็นเช่นนั้นต่อไปก็ยุบ สทศ.ทิ้งไปเลยก็ได้” อุทุมพร ระบุ






