posttoday
พม่าตกเบ็ดใหญ่ เลือกตั้งล่อนักลงทุน

พม่าตกเบ็ดใหญ่ เลือกตั้งล่อนักลงทุน

08 พฤศจิกายน 2553

นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 20 ปีของ “พม่า” เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังไม่ปิดหีบแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมให้พม่าเป็นประเทศประชาธิปไตย แค่ในเชิงนิตินัยเท่านั้น

นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 20 ปีของ “พม่า” เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังไม่ปิดหีบแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมให้พม่าเป็นประเทศประชาธิปไตย แค่ในเชิงนิตินัยเท่านั้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

พม่าตกเบ็ดใหญ่ เลือกตั้งล่อนักลงทุน

นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 20 ปีของ “พม่า” เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังไม่ปิดหีบแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมให้พม่าเป็นประเทศประชาธิปไตย แค่ในเชิงนิตินัยเท่านั้น

แต่ในเชิงพฤตินัยแล้วยังห่างไกล

ดังนั้น สิ่งที่ประชาคมโลกสนใจในเวลานี้ จึงไม่ใช่ผลการเลือกตั้งจอมปลอม แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจและการค้าของประเทศที่รวยทรัพยากรแห่งนี้ต่างหาก

เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้อำนาจของทหารยังเป็นแดนสนธยาที่นักลงทุนเข้าไปไม่ถึง

เคลย์ตัน ผู้จัดการกองทุนในสหรัฐ กล่าวว่า เวลานี้นักลงทุนต่างจับตามองและฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ของพม่าว่า จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนของต่างชาติ เพื่อเปิดประเทศแห่งนี้ ที่ในอดีตเคยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อีกครั้ง

สำหรับสาเหตุที่ทำให้พม่าเป็นที่จับจ้องของกลุ่มทุนทั่วโลกที่อยากจะเข้ามาลงทุน ก็เนื่องจากเหตุผล 2 ประการนั้น

ประการแรก คือ ทรัพยากรอันมหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุ อัญมณี และป่าไม้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ที่นักลงทุนและบรรดาบริษัทข้ามชาติไม่อาจมองข้าม

“พม่ามีทรัพยากรธรรมชาติเหนือกว่าตลาดชายขอบ (Frontier Markets) อื่นๆ แถมยังมีขนาดใหญ่กว่ากัมพูชาถึง 4 เท่า ดังนั้นหากเปรียบเทียบสัดส่วนการลงทุนของกัมพูชาเป็นหลักร้อยเหรียญสหรัฐ การลงทุนของพม่าก็ต้องมีมูลค่าสูงเป็นหลักพันล้านขึ้นไป” เคลย์ตัน กล่าว

ประการที่ 2 คือ ทำเลที่ตั้งของพม่า ที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ ตั้งอยู่ระหว่างสองมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ในเอเชียอย่างอินเดียและจีน

ด้วยปัจจัยข้างต้น จึงกล่าวได้ว่า “พม่า” ถือเป็นหนึ่งในแหล่งลงทุนที่ยังเต็มไปด้วยโอกาสและผลประโยชน์มหาศาล รอให้ชาวโลกเข้าไปเก็บเกี่ยว

แต่ทว่า หลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าดินแดนที่มีต้นทุนประเทศเหลือล้นนี้ กลับไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกให้เข้าไปหว่านเม็ดเงิน สำหรับปลุกเศรษฐกิจที่ซบเซาของประเทศให้กลับให้คึกคักได้เท่าที่ควร

เงื่อนไขสำคัญก็เป็นเพราะ “พม่า” ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน ที่เรียกว่ามาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมานานปี โดยปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวขับดันนั่น เพราะพม่ายังดื้อดึงติดอยู่ในกรอบของการธำรงการปกครองระบอบเผด็จการ คุกคามขบวนการประชาธิปไตยภายในประเทศ

ดังนั้น หากรัฐบาลพม่าต้องการพาประเทศให้รอดพ้นจากบ่วงพันธนาการนี้ ก็จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ชาวโลกประจักษ์ว่า เวลานี้พม่ากำลังจะกลับเข้าสู่ครรลองประชาธิปไตยแล้ว

นั่นเป็นเงื่อนไขที่ผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไป รวมทั้งการประกาศว่าจะปล่อยตัว อองซานซูจี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว

หากวิเคราะห์การเดินหมากก้าวนี้ของรัฐบาลพม่าแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเป็นการวางเงื่อนไขอันชาญฉลาดของพม่าที่หวังใช้การเลือกตั้งครั้งนี้เปิดตัวประเทศสู่สนามการค้าโลก

ดึงนักลงทุนต่างชาติผ่านกระบวนการประชาธิปไตยแบบเพียงเปลือกนอก

กล่าวคือ ในฝั่งของรัฐบาลพม่าเอง การเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนเป็นการส่งสารไปยังชาวโลกว่า พม่าพร้อมแล้วที่จะเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ หลังจากปิดประเทศมานาน หรือหากจะเปิดรับบ้าง ก็เป็นเพียงการแง้มประตูแคบๆ เพื่อเปิดรับเฉพาะคู่ค้าในโซนเอเชีย ที่มีไทยเป็นหัวหอกในฐานะคู่ค้าเบอร์หนึ่งเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เพื่อเป็นการโหมโรงและประกาศศักดาอวดศักยภาพที่พม่ามีให้ชาวโลกประจักษ์

ภาพหนึ่งที่อาจเป็นหนึ่งในเกมตบตาครั้งนี้ พม่าจึงฉวยโอกาสในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเพียง 2 วัน เซอร์ไพรส์ชาวโลกด้วยการร่วมลงนามในอภิมหาโปรเจกต์กับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ผู้รับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของไทย เพื่อพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างสองประเทศ

ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ เม็ดเงินจากการลงทุนในอภิมหาโปรเจกต์นี้ไม่ใช่น้อยๆ แต่สูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท)

แต่ทว่า ใช่ว่า “เกมการเมือง” จะเอื้อประโยชน์ให้พม่าแต่เพียงฝ่ายเดียว

ทว่า อีกนัยหนึ่งสำหรับนักลงทุนแล้ว สถานการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าทั้งสองตกอยู่ในสถานะวินวิน

กล่าวคือ ต้องยอมรับว่าในฟากของนักลงทุนเอง ก็หวังใช้การเลือกตั้งบันลือโลกครั้งนี้เป็นโอกาสทองของนักลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป ที่ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน ที่เรียกว่า “มาตรการคว่ำบาตร” มานาน จะใช้ประชาธิปไตยแบบหลอกๆ นี้เป็นโล่กำบัง หรือทางผ่านในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร กระโดดหาขุมทรัพย์ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติแหล่งใหญ่ในอาเซียน

หากนักลงทุนทลายหรือฝ่าแดนกำแพงดังกล่าวมาได้ ย่อมหมายถึงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่จะหลั่งไหลเข้าสู่พม่า จะมาซึ่งผลประโยชน์อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองไม่เปิดเผยนามรายหนึ่ง กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้เริ่มมีบริษัทต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่มาจากยุโรปและสหรัฐเข้ามาสำรวจเพื่อกรุยทางสำหรับเข้ามาลงทุนในพม่าบ้างแล้ว

ในจำนวนนี้มีบางรายถึงกับยอมเอาชื่อเสียงของบริษัทมาแลกกับความเสี่ยงทางการเมือง (มาตรการคว่ำบาตร) เพื่อหวังได้เข้ามาบุกเบิกเพื่อลงทุนในพม่าเป็นรายแรกๆ โดยกลุ่มธุรกิจยอดนิยมที่กลุ่มทุนจากตะวันตกเน้นเข้าไปลงทุน คือ กิจการโทรคมนาคมและวัสดุก่อสร้าง

นอกจากกลุ่มทุนที่ถือคติใจดีสู้เสือ ยอมบุกถ้ำเสือเพื่อให้ได้ลูกเสือก่อนใครแล้ว ยังมีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงสงวนท่าที เพื่อรอดูทีท่าของรัฐบาลฟากฝั่งตะวันตกก่อนว่า จะหลับหูหลับตายอมรับประชาธิปไตยลวงโลก ให้เข้าไปลงทุนในแดนสนธยาแห่งนี้หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญทางการค้ารายหนึ่ง ระบุว่านักลงทุนต่างชาติยังรอดูว่ารัฐบาลจะยอมเปิดไฟเขียวให้เข้าไปลงทุนในพม่าหรือไม่

แต่แน่นอนว่า หากรัฐบาลตะวันตกยอมรับผลการเลือกตั้งของพม่า แม้เพียงในระดับหนึ่ง ภาคธุรกิจตะวันตกจะไม่รอช้ารีบกระโจนเข้าสู่สนามลงทุนที่หอมหวานนี้ทันที

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า แม้การเลือกตั้งครั้งสำคัญที่โลกต้องจารึกของพม่าจะปิดหีบไปแล้ว แต่ประชาคมโลกก็ยังไม่อาจละสายตาจากแดนสนธยาแห่งนี้ เพราะทุกย่างก้าวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคตทางเศรษฐกิจของดินแดนแห่งนี้ในรอบหลายสิบปี

 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69