
ลอยคอ...เศรษฐกิจใต้
สถานการณ์น้ำท่วมคงไม่ใช่ปัญหาที่สร้างผลกระทบเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป
สถานการณ์น้ำท่วมคงไม่ใช่ปัญหาที่สร้างผลกระทบเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สถานการณ์น้ำท่วมคงไม่ใช่ปัญหาที่สร้างผลกระทบเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป
เริ่มตั้งแต่ภาคกลาง ภาคอีสาน ลามมาถึง 3 จังหวัดภาคใต้
และที่หนักสุดคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจปลายด้ามขวานไทย
สถานการณ์ที่หาดใหญ่ถือว่ารุนแรงมากกว่า เมื่อเทียบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับภาคอีสาน และภาคกลาง ซึ่งความเสียหายจะอยู่ที่พืชผลทางการเกษตร ส่วนใหญ่ก็สามารถเริ่มต้นปลูกในฤดูกาลใหม่ได้
ต่างจากพื้นที่ภาคใต้ที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นในภาคธุรกิจ ที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้
ทั้งนี้ หากจำแนกจะเห็นว่าภาคใต้เป็นทั้งศูนย์กลางธุรกิจการท่องเที่ยว แหล่งดึงดูดรายได้จากต่างชาติ ศูนย์กลางการค้าและบริการ แหล่งปลูกยางพารา แหล่งผลิตอาหารทะเล ข้าว และการค้าขายบริเวณชายแดน
โดยการค้าขายตามด้านชายแดนมีมูลค่าต่อปีสูงถึง 6 แสนล้านบาท
ฉะนั้น เมื่อหาดใหญ่ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ ที่จะกระจายสินค้าและบริการต่างๆ ไปยังจังหวัดอื่นๆ อีก 14 จังหวัด เป็นอัมพาต ไม่อยากจะคิดว่าความเสียหายจะมากมายขนาดไหน
ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาภาคใต้ ระบุไว้ว่า โครงสร้างการผลิตหลักของภาคใต้พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะมีสัดส่วนถึง 34% ในปี 2552
ส่วนสาขาการผลิตที่มีความสำคัญรองลงมา ได้แก่ สาขาการผลิตอุตสาหกรรม มีสัดส่วน 12.4% และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก 11.9%
ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรในภาคใต้ อยู่ที่ประมาณ 95,721 บาทต่อปี
โดยภาคใต้ 14 จังหวัด ประกอบด้วย กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี มีจำนวนประชากร 9.3 ล้านคน ซึ่งในช่วงก่อนน้ำท่วม มีผู้ว่างงานอยู่แล้วประมาณ 8.95 หมื่นคน ถือว่าต่ำมาก
ภาวะเศรษฐกิจใต้เดือน ก.ย. ล่าสุดของปีนี้ ธปท.ระบุว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากถึง 9.51 แสนคน เพิ่มจากระยะเดียวกันปีก่อน 32.7%
นั่นหมายความว่าการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวหลังจากซบเซาในช่วงการเมืองร้อนแรง
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนในพื้นที่ หากดูจากการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันถึง 50.6%
รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 6,201 คัน เพิ่มขึ้น 28.6% รถจักรยานยนต์ 6.96 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 50.8%
สาเหตุที่การซื้อรถยนต์พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะยางพาราพุ่งต่อเนื่อง ขณะนี้วิ่งไปถึง 108 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถึง 2,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% มีธุรกิจได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นวงเงินถึง 5,657 ล้านบาท มีการจ้างงานในพื้นที่ถึง 4,639 คน
นอกจากนี้ ในแง่การค้าระหว่างประเทศ มีมูลค่าการส่งออก 3,636 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.09 แสนล้านบาท แบ่งเป็นยางพารา 1,230 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม้ยางพาราแปรรูป 157 ล้านเหรียญสหรัฐ ถุงมือยาง 158 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื้อสัตว์แช่แข็ง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ อาหารกระป๋อง 128 ล้านเหรียญสหรัฐ ดีบุก 76 ล้านเหรียญสหรัฐ แร่ธาตุอื่นๆ 48 ล้านเหรียญสหรัฐ และก๊าซธรรมชาติ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
ที่สำคัญ ในแง่การคลังมีการจัดเก็บภาษีสรรพากร 8,334 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% ภาษีสรรพสามิต 1,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% และกรมศุลกากร 199 ล้านบาท ลดลง 38.9%
ส่วนการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในภาคใต้มีวงเงินถึง 3.95 แสนล้านบาท ขณะที่มีเงินฝากสูงถึง 4.48 แสนล้านบาท
คงไม่ต้องบอกว่า หากปัญหาน้ำท่วมยืดเยื้อ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมหาศาลเพียงใด
โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางการค้า การเงิน การขนส่ง คือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เศรษฐกิจภาคใต้ที่มีปัญหาในพื้นที่ใน 3 จังหวัดอยู่แล้ว มาเจอปัญหาน้ำท่วมเข้าไปอีก สถานการณ์คงย่ำแย่ลงแน่นอน
ธุรกิจมีโอกาสเจ๊งมากขึ้น เพราะสินค้านำมาไม่ได้ กำลังซื้อลด ครั้นจะลงทุนใหม่ก็ไม่มีความมั่นใจ
ส่วนใครที่พอกล้อมแกล้มเอาตัวรอดไปได้ในช่วงนี้ เจอสถานการณ์เช่นนี้ก็คงใกล้ราบคาบอยู่ดี
ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ภาคส่วนต่างๆ ต้องหาวิธีเยียวยาชุบชีวิต และฉุดเศรษฐกิจภาคใต้ขึ้นให้พ้นน้ำอย่างเร่งด่วนก่อนจะจมน้ำ







