
ฉงน!.ครม.แปลงสาร"โหนเสียงส่วนน้อยแก้รธน."
หากมองในมุมกลับคำว่าประชาชนส่วนใหญ่ในที่นี้ ก็ควรพิจารณาด้วยว่า มีประชาชนเกินครึ่งไม่แน่ใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้...
หากมองในมุมกลับคำว่าประชาชนส่วนใหญ่ในที่นี้ ก็ควรพิจารณาด้วยว่า มีประชาชนเกินครึ่งไม่แน่ใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้...
โดย ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
แม้คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น คือ มาตรา 190 กรอบข้อตกลงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา และ มาตรา 93-98 ว่าด้วยระบบเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากเขตเดียวเรียงเบอร์เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว โดยให้นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกร่างแก้ไขรธน.เข้าครม.อีกครั้งวันที่ 16 พ.ย. ก่อนนำบรรจุระเบียบวาราสู่ที่ประชุมสภาสมัยนี้
แต่ประเด็นน่าสนใจกว่านั้น ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอจากคณะกรรมการฯต้องมีการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรายงาน ครม.ด้วย
โพสต์ทูเดย์ดอทคอม จึงได้เข้าทำการตรวจสอบเอกสารที่นำเข้าสู่ที่ประชุมครม. พบว่า คณะกรรมการฯได้แนบเอกสารผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุม ครม.รับทราบด้วย ซึ่งผลการสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ไม่แน่ใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตอกย้ำเข้าอีกเมื่อพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วย ซึ่งทีมโฆษกรัฐบาลไม่ได้มีการหยิบยกมาแถลงข่าว
การสำรวจดังกล่าว คณะกรรมการได้มอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติทำการสำรวจ ประชาชนทั่วประเทศ ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง 6,000 ราย ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 49.8 % ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ 2550 เลย ที่อ่านเป็นส่วนน้อย 37.7 % อ่านเป็นส่วนใหญ่ 9.8 % และเคยอ่านทั้งหมด 2.8 %
ผลสำรวจพบว่า ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับน้อยจนแทบจะไม่มีความรู้หรือไม่เข้าใจ โดยทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนไม่แตกต่างกันประมาณ 37.7 % และ 37.3 % ที่มีความรู้ความเข้าใจรัฐธรรมนูญฯปานกลาง 22.9 % และมากกว่า 2.1 %
ประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง เมื่อได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 พบว่า เอกสารอ้าง ประชาชนส่วนใหญ่ 34.1 % ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 12.9 เปอร์เซนต์ไม่ควรแก้ไขและที่ระบุว่ายังไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 53.0 เปอร์เซนต์
หากมองในมุมกลับ “ คำว่าประชาชนส่วนใหญ่” ในที่นี้ ก็ควรพิจารณาด้วยว่า มีประชาชนเกินครึ่งไม่แน่ใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ตรงนี้คือเสียงส่วนใหญ่ด้วยหรือไม่ เพราะย้อนกลับไปดูผู้ที่สนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญมีแค่ 34.1 % เท่านั้นซึ่งไม่ถึงครึ่งให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ยิ่งถ้าหากพิจารณาผลสำรวจข้างต้นเกี่ยวกับความคิดเห็นประชาชนต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ฟ้องชัดจากผลสำรวจนี้ว่า ประชาชนเกือบครึ่งไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความแทบจะไม่มีความเข้าใจ หรือจนแทบจะไม่รู้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ
คำถาม เมื่อผลสำรวจออกมาเช่นนี้ จะเป็นคำตอบไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ขณะเดียวกันจากผลสำรวจน่าจะเป็นคำตอบว่า ควรให้ความรู้ สร้างความเข้าใจรัฐธรรมนูญก่อนจะแก้ไขมิดีหรือ
อีกทั้งสถานการณ์ปัจจุบัน มีกลุ่มภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งป้อมคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตอกย้ำกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลพยายามอ้างว่าต้องคำนึงถึงเสียงประชาชนมากกว่าแก้ไขเพื่อนักการเมือง จึงให้หลักการต้องผ่านขั้นตอนสำรวจความคิดเห็นประชาชน หรือขั้นตอนลงประชามติด้วย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 2 พ.ย. น่าฉงนชอบกลต่อความพยายามรวบรัดให้ผ่านความเห็นชอบและรีบนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาสมัยนี้ !!!
*****************************
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของคณะกรรมการฯ 6 ประเด็น เน้นเฉพาะ 2 ประเด็น ที่ครม.ผ่านความเห็นชอบ ผลสำรวจพบว่า ประเด็นการแก้ไขมาตรา 190 ประชาชน 46.4 % เห็นด้วยกับสาระที่แก้ไข ควรกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาให้ชัดเจนไปเลยว่าเรื่องใดบ้างที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา นั่นคือ ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบทุกเรื่อง ขณะที่ 17.9 % เห็นด้วยกับสาระเดิมว่าการทำหนังสือสัญญาทุกเรื่องต้องได้รับความเห็นชอบของสภา 0.7 % ไม่เห็นด้วยทั้งสาระที่แก้ไขและสาระเดิม และ 35.0 % ไม่มีความเห็นประเด็นนี้
ขณะที่ประเด็นที่มาของส.ส.ตามที่ครม.เห็นชอบ ปรากฎว่า ผลบการสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ 39.7 % เห็นด้วยแก้ไขเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ขณะที่ 33.0 %เห็นด้วยกับสาระเดิมให้แบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวหลายคน และ 0.9 % ไม่เห็นด้วยทั้งสาระที่แก้ไขและสาระเดิม และ 26.4 % ไม่มีความคิดเห็นประเด็นนี้







