
บทเรียนคนริม"น้ำมูล"ปรับตัวรับสถานการณ์น้ำทะลัก
ปริมาณน้ำมวลใหญ่ที่เคลื่อนผ่านจังหวัดศรีสะเกษก็จะทะลักเข้าสู่อุบลราชธานี ท่ามกลางสายตาจากคนนอกกำลังจับจ้องอย่างระทึกแต่ความรู้สึกของชาวเมืองอุบลฯ กลับสวนทางโดยสิ้นเชิง...
ปริมาณน้ำมวลใหญ่ที่เคลื่อนผ่านจังหวัดศรีสะเกษก็จะทะลักเข้าสู่อุบลราชธานี ท่ามกลางสายตาจากคนนอกกำลังจับจ้องอย่างระทึกแต่ความรู้สึกของชาวเมืองอุบลฯ กลับสวนทางโดยสิ้นเชิง...
โดย ... ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน / ภาพ : พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ
ปริมาณน้ำมวลใหญ่ที่เคลื่อนผ่านจังหวัดศรีสะเกษก็จะทะลักเข้าสู่อุบลราชธานี ในขณะที่สายตาจากคนนอกกำลังจับจ้องอุบัติการณ์อย่างระทึกอารมณ์ ความรู้สึกของชาวเมืองอุบลฯ กลับสวนทางโดยสิ้นเชิง
“ปีนี้ท่วมน้อยจะตาย จะให้กลัวอะไรล่ะ” ป้าพร แม่ค้าข้าวแกง บริเวณจุดอพยพชั่วคราวเทศบาลเมืองวารินชำราบ โพล่งขึ้นสวนคำ เมื่อถามถึงความวิตกกังวลต่อระดับน้ำที่จะสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้
ป้าพร เล่าว่า น้ำมักจะท่วมหมู่บ้านในช่วงเดือนต.ค. – พ.ย. ของทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องปกติของชาวบ้านในละแวกนี้ โดยระดับน้ำจะขึ้นสูงเทียมอก หากบ้านไหนมี 2 ชั้นก็ยังสามารถอยู่ได้ แต่หากมีชั้นเดียวก็จะรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร เช่นเมื่อใกล้ถึงเวลาน้ำท่วมก็ต้องยกของขึ้นที่สูง แล้วออกมาจับจองพื้นที่ในจุดอพยพ
“เตรียมกันตั้งแต่น้ำยังไม่มานั่นแหละ อย่างตัวป้าพอได้ที่อยู่ก็มาทำเพลิงเอาไว้แล้วค่อยๆ ทะยอยของออกมา พอน้ำมาเราก็ขนครบหมดแล้ว มีครก มีแก๊ส มีกระทะ ตู้เย็น ทำกับข้าวขายต่อได้เลย”เธอเล่า
แม่ค้ารายนี้ บอกอีกว่า คนแถวนี้มักจะทำงานก่อสร้างและค้าขาย เมื่ออพยพออกมาอยู่ในที่พักชั่วคราวก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้ รายได้จึงไม่ขาดแคลน และความเป็นอยู่แบบนี้ก็ไม่เคยนานเกิน 3 เดือน ซึ่งหากเปรียบแล้วการอพยพก็เหมือนเทศกาลประจำปี
“ก็อยู่อย่างนี้มา 40 ปีแล้วเลยตอบไม่ถูกว่าลำบากไหม มันชินมาก ส่วนที่บอกกันว่าปีนี้น้ำจะมาก ตอนแรกก็กลัวนะ กลัวได้วันเดียวก็หาย ถึงตอนนี้น้ำก็ต่ำกว่าที่เคยท่วมมา ไม่น่าจะเป็นอะไร”ป้าพร กล่าว และบอกว่า มีชาวบ้านบางคนยังแหย่กันเล่นเลยว่าปีนี้น้ำน้อยรู้สึกไม่ตื่นเต้น หรือบางคนก็ถึงขั้นพนันกันว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม
ห่างออกไปจากจุดอพยพเพียง 5 นาที มีบริการเรือจ้างรับส่งเข้าออกหมู่บ้าน พี่พงษ์ ฝีพายวัยกลางคน เล่าให้ฟังขณะพาเยี่ยมชมพื้นที่น้ำท่วมว่า ชาวบ้านแถวนี้เคยชินกับน้ำท่วมเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่จะมีเรือเป็นของตัวเอง เชื่อว่าน้ำท่วมไม่ใช่ปัญหาต่อการใช้ชีวิต
เขา บอกว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เคยเสนอให้คนแถวนี้ย้ายออกไปจากพื้นที่โดยจะจัดที่อยู่ให้ แต่ทั้งหมดยืนยันตรงกันว่าจะไม่ไปไหน เพราะอยู่สถานที่นี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า เจ้าหน้าที่จึงเข้ามาทำประชาพิจารณ์ว่าจะให้ช่วยเหลืออย่างไร คำตอบที่ได้คือให้ทำพนังกั้นน้ำ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังสร้างกันอยู่
“น้ำบ้านเรามันไม่เหมือนภาคกลาง ตรงนี้มันค่อยๆ ขึ้น เราเตรียมตัวได้ทัน ย้ายของทัน อพยพกันทัน ส่วนภาคกลางมันขึ้นทีเดียวเลย เห็นแล้วยังสงสารเขา”ชายวัยกลางคนหันมาคุยก่อนชะลอเรือ
ทันทีที่เรือจอดสนิท พี่สำรวย แม่ค้าขายของชำ หมู่บ้านท่าบ้งมั่ง ชะโงกหน้าออกมาดู จากการพูดคุยกับเธอทำให้ทราบว่า หมู่บ้านนี้มีชาวบ้านประมาณ 400 คน และอพยพออกไปจนเหลือไม่ถึงร้อยชีวิต แต่จนถึงขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงกว่า 10 เซ็นติเมตร จึงมีบางส่วนเริ่มกลับเข้ามา
“คนที่นี่รู้จักกันหมด มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน พอถึงเวลา ผู้ชายก็จะมาช่วยกันยกของให้ทีละหลังๆ จนครบทุกบ้าน มันเหมือนเป็นกิจกรรมประจำปีนะ ทุกคนรู้หน้าที่กันหมดว่าต้องทำอะไร”แม่ค้าร้านโชว์ห่วยเล่า
จีรชัย ไกลกังวาร นายกเทศมนตรีเมืองวารินชำราบ อธิบายถึงโครงการพนังกั้นน้ำในเมืองวารินฯ ว่า เป็นโครงการเฟรส 2 ต่อจากการสร้างที่อำเภอเมือง โดยจะสร้างบริเวณตลิ่งลำน้ำมูลยาวออกไปประมาณ 6 กิโลเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2555 และช่วยบรรเทาสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างแน่นอน
สำหรับเทศบาลเมืองวารินชำราบ มีผู้ได้รับผลกระทบใน 11 ชุมชน จำนวน 891 ครัวเรือน รวม 3,060 คน ขณะนี้อพยพมาที่พักชั่วคราวแล้ว 174 ครัวเรือน รวม 639 คน
ร.อ.ดุสิต สืบพรหม หัวหน้าชุดศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 จังหวัดอุบลราชธานี บอกว่า จากการวัดระดับน้ำพบว่ายังปกติและคาดว่าเมื่อน้ำจากลำน้ำมูลเคลื่อนเข้ามาในวันที่ 2 พ.ย.ก็จะไม่ถึงขั้นวิกฤต ส่วนน้ำจากลำน้ำชีจะเคลื่อนเข้ามาวันที่ 7 พ.ย. ซึ่งขณะนั้นน้ำจากลำน้ำมูลก็ถูกระบายออกหมดแล้ว
“เป็นธรรมชาติที่น้ำจะท่วมอุบลฯ ตอนนี้น้ำในที่ลุ่มท่วมประมาณครึ่งแข้งซึ่งก็เป็นระดับปกติของทุกปี ฝั่งอำเภอเมืองระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าพนังกั้นน้ำถึง 2 เมตร ส่วนฝั่งวารินฯ น้ำท่วมขังนานแล้ว จนถึงขณะนี้ลดลงไปกว่า 10 เซนติเมตร หากสถานการณ์น้ำยังทรงตัว ในวันที่ 2 – 3 พ.ย.ก็จะถอนหน่วยกลับที่ตั้ง”ร.อ.ดุสิตระบุ
หัวหน้าชุดศูนย์ผู้รับผิดชอบพื้นที่เสี่ยงของอุบลราชธานี กล่าวอีกว่า ที่ต้องจับตาคือการหนุนของลำน้ำโขงที่ปลายทาง หากมีระดับสูง น้ำจากอุบลราชธานีก็จะระบายไม่ได้ เมื่อกระแสน้ำออกไม่ได้ก็จะดันกลับมาเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่จนถึงตอนนี้สถานการณ์ยังไม่น่าห่วง เพราะระดับน้ำโขงลดลงเรื่อยๆ
ประสบการณ์น้ำท่วมซ้ำซากที่ชาวบ้านจังหวัดอุบลราชธานีประสบ สรุปบทเรียนให้เห็นถึงวิถีการ ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด







