
ประเทศตลาดเกิดใหม่ทุ่มภารกิจตั้งการ์ด สกัดทุนร้อนทะลัก
“ปัญหาเงินร้อน” ไหลทะลักเข้ามาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเป็นปัญหาหนักอกที่ทำให้ผู้นำ
“ปัญหาเงินร้อน” ไหลทะลักเข้ามาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเป็นปัญหาหนักอกที่ทำให้ผู้นำ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
“ปัญหาเงินร้อน” ไหลทะลักเข้ามาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเป็นปัญหาหนักอกที่ทำให้ผู้นำ ตลอดจนธนาคารกลางของประเทศที่กลายเป็นแม่เหล็กชั้นดีสำหรับดึงดูดนักลงทุนจากทั่วสารทิศต้องกุมขมับ เพื่อหาสารพัดไม้เด็ดสำหรับสกัดเงินร้อนที่ไหลบ่าเข้ามาเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น
สาเหตุที่ทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลายเป็นเป้าล่อตาล่อใจให้นักลงทุนทั่วโลก หอบถุงเงินถุงทองข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดทุนอย่างไม่ขาดสาย ก็เพราะเห็นโอกาสทองที่แฝงอยู่ 2 ประการ
ประการแรก เกิดจากปัจจัยภายในของกลุ่มประเทศเหล่านี้เอง ที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก
จากรายงานทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อเดือน ต.ค. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จะขยายตัวเพียง 2.2% ในปีหน้า ชะลอตัวจากที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้อยู่ที่ระดับ 2.7%
ผิดกับประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่แม้จะคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 6.4% ลดลงจากปีนี้ที่มีการขยายตัวอยู่ในระดับ 7.1% ซึ่งถือว่ามีอัตราการขยายตัวรวดเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วเกือบ 3 เท่าตัว
ประการที่สอง เป็นผลพวงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่กระท่อนกระแท่น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น และการใช้มาตรการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ
เดวิด คาร์บอน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารดีบีเอส ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การที่ธนาคารกลางของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น พร้อมใจกันใช้มาตรการกดดอกเบี้ยให้ต่ำอยู่ในระดับ 0% ทำให้นักลงทุนหัวใสเลือกหอบเงินที่มีเข้าไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วและมีผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกา
จากปัจจัยข้างต้นนี้เอง จึงไม่แปลกที่ทำให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ฉายแวว ขึ้นแท่นเป็นสวรรค์แห่งใหม่ของนักลงทุนในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม ขณะที่นักลงทุนกำลังยิ้มแก้มปริกับผลตอบแทนจากการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น เจ้าของขุมทองอย่างประเทศกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ต่างกำลังช้ำในและสำลักกับเงินทุนมหาศาลที่ไหลเข้ามา
จากการคาดการณ์ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ระบุว่า เฉพาะปีนี้จะมีทุนนอกไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มูลค่าสูงถึง 8.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีมูลค่าราว 5.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินร้อนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย
ด้วยเม็ดเงินที่ไหลบ่าเข้ามาแบบเฉพาะกิจนี้เอง ทำให้สกุลเงินท้องถิ่นของหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่พาเหรดกันทำสถิติแข็งค่าเป็นประวัติการณ์
ยกตัวอย่างเช่น สกุลเงินเหรียญออสเตรเลียที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 27 ปี ที่ระดับ 98.92 เซนต์ต่อ 1 เหรียญออสเตรเลีย เงินเรียลของบราซิลแข็งค่าสูงสุดต่อเนื่องมาถึง 7 สัปดาห์แล้ว นับเป็นการแข็งค่าในระยะยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2547
ขณะที่ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ หนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในโลก ในปีนี้ก็กลับร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง แข็งค่าขึ้นกว่า 4% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับไทยที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาราว 11% จากเมื่อช่วงต้นปี และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนช่วงวิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อปี 2520/2531
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทำให้ประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของวิบากกรรมเงินนอกทะลักนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้นตั้งการ์ดเพื่อรับมือกับกระแสเงินทุนไหลเข้า พร้อมหาสารพัดมาตรการออกมาชะลอความร้อนแรงนี้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไข “บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น”
ตัวอย่างมาตรการที่หลายประเทศนิยมนำมาใช้พยุงประเทศให้พ้นจากอาการสำลักทุนส่วนใหญ่ ก็หนีไม่พ้นการใช้มาตรการทางภาษี
บราซิลประกาศปรับขึ้นภาษีเงินที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้จาก 4% เป็น 6% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือน เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานบราซิลก็เพิ่งขึ้นภาษีดังกล่าวจากระดับ 2% เป็น 4%
เช่นเดียวกับไทยที่ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ต่อรายได้จากดอกเบี้ยและกำไรจากการถือครองพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ
นอกจากมาตรการทางภาษี รัฐบาลบางประเทศกลับเลือกที่จะยืมมือธนาคารเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และการเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลแทน
เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ผู้ว่าการธนาคารกลางของเกาหลีใต้ ออกมาส่งสัญญาณว่า อาจใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับกระแสเงินทุนจากต่างประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลโซลเพิ่งประกาศใช้มาตรการควบคุมการทำธุรกรรมอนุพันธ์เงินตราต่างประเทศ
ขณะที่อินเดียและอินโดนีเซีย ต่างใช้วิธีจำกัดการขายพันธบัตรระยะสั้นให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยอินโดนีเซียเลือกใช้วิธีการนี้เพื่อเบี่ยงเบนให้นักลงทุนนำเงินเข้าไปในตลาดพันธบัตรระยะยาวที่มีอายุ 912 เดือนขึ้นไป พร้อมกันนี้ยังดำเนินนโยบายคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.5% ควบคู่ไปด้วย
นอกจากสารพัดมาตรการที่ถูกปล่อยออกมาจากตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่กำลังเป็นที่ต้องตานักลงทุนมากที่สุดแล้ว ตลาดเกิดใหม่ในแถบละตินอเมริกาก็เริ่มออกมาแย้มท่าทีในการตอบโต้กระแสทุนไหลเข้าแล้ว
หนึ่งในนั้น คือ โคลัมเบีย ที่ล่าสุดประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส กล่าวว่า จะดำเนินการบางอย่างเพื่อผ่อนคลายค่าเงินเปโซ ขณะที่ประธานาธิบดี เซบาสเตียน พิเนรา แห่งชิลี ก็เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังวางแผนจะเพิ่มข้อจำกัดในการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ
กระนั้นก็ตาม แม้สารพัดกลยุทธ์ที่แต่ละประเทศงัดออกมาใช้เวลานี้ จะเป็นไปเพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ถูกกระแสทุนร้อนซัดจนพังระเนระนาดลงไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยาที่ถูกจ่ายออกมาในเวลานี้ เป็นเพียง “ยาเบา” ที่ทำได้เพียงแค่ทุเลาอาการป่วย (การไหลเข้าของเงินทุน) แต่ไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะบทเรียนในอดีตสอนให้ประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะเอเชีย รู้ว่าการอัดยาแรงเพื่อคุมเงินทุนจากต่างประเทศให้ได้ผลชะงัด ไม่เพียงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว
ทว่า ยังเป็นการทำลายขวัญและความเชื่อมั่นของนักลงทุนชั้นดี ที่มีความตั้งใจจะเข้ามาลงทุน และสร้างเม็ดเงินในตลาดที่มีอนาคตสดใสด้วยใจจริงทางอ้อมด้วย







