
กกร.ชงเอี่ยวถกค่าแรง
กกร.ชงปรับโครงสร้างคณะกรรมการไตรภาคีขอร่วมวงกำหนดค่าจ้างแรงงาน
กกร.ชงปรับโครงสร้างคณะกรรมการไตรภาคีขอร่วมวงกำหนดค่าจ้างแรงงาน
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ที่ประชุมจะหารือในประเด็นสำคัญ เรื่องการเสนอให้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการค่าจ้างกลาง หรือคณะกรรมการไตรภาคีใหม่
ทั้งนี้ เนื่องจากภาคเอกชนในตัวแทนของ กกร. ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการชุดดังกล่าวด้วย เพราะเห็นว่าเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานโดยตรง จากปัจจุบันที่มีเพียงตัวแทนนายจ้าง ลูกจ้าง และหน่วยงานราชการเท่านั้น
ที่ผ่านมาเอกชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาปรับค่าแรงหรือค่าจ้างขั้นต่ำ ทำให้ความคิดเห็นของเอกชนไม่สอดคล้องกับคณะกรรมการ โดยเชื่อว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมจะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เพราะตัวแทนนายจ้างที่อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้เป็นตัวแทนจากสมาคมนายจ้าง ไม่ใช่นายจ้างที่มีการจ้างงานจำนวนมากโดยในส่วนของตัวแทนนายจ้างที่อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้อยู่แล้ว เป็นตัวแทนจากสมาคมนายจ้าง ซึ่งอาจจะไม่ใช่นายจ้างที่มีการจ้างงานจำนวนมาก
ขณะที่แนวทางการเข้าไปมีส่วนร่วมที่ประชุมนั้น อาจเป็นในรูปแบบการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตัวแทนนายจ้าง หรือเป็นเพียงการเข้าไปเชื่อมโยงกับคณะกรรมการ เพื่อให้มีโอกาสแสดงความเห็นที่เกี่ยวข้องในฐานะการเป็นผู้จ้างงานเท่านั้น
“ที่ผ่านมามีการคุยเรื่องนี้กันมาตลอด แต่ตอนนี้มีประเด็นปัญหาค่อนข้างมาก ซึ่งกกร.จะหารือว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไร หรือมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และถ้ากกร.เห็นชอบก็จะนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ต่อไป แต่เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องที่อ่อนไหว จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ” แหล่งข่าว กล่าว
ขณะเดียวกันอาจจะมีการหารือถึงสถานการณ์น้ำท่วมของภาคธุรกิจเพื่อพิจารณาผลกระทบและมาตรการความช่วยเหลือ โดยจะนำข้อเสนอของ ส.อ.ท.ที่ต้องการยกเว้นค่าน้ำค่าไฟให้ภาคอุตสาหกรรมถึงสิ้นปีเข้าหารือในที่ประชุมด้วยนอกจากนี้จะคุยเรื่องการขอยกเว้นการจ่ายเงินเข้ากองทุนคนพิการ ที่จะมีการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จำนวน 5 หมื่นบาทต่อหัวต่อปี หากสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทำงานในสัดส่วนที่กำหนด โดยตามกฎหมายเมื่อมีการจ้างงงาน 100 คน จะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน 1 คน ซึ่งนายจ้างพร้อมที่จะรับคนพิการเข้าทำงานอยู่แล้ว แต่หาคนพิการเข้ามาทำงานไม่ได้ จึงต้องการความเป็นธรรมในส่วนนี้ด้วย
รวมทั้งจะมีการนำเสนอโครงการเพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้านชนบท ครอบคลุม 8,400 หมู่บ้าน เป็นระยะเวลา 4 ปี โดยจะเข้าไปสร้างความรู้ให้ประชาชนในหมู่บ้าน เป็นโครงการเพื่อสังคมภาคเอกชนที่จะร่วมกันทำ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตามที่เคยได้วางแผนไว้







