posttoday
กลุ่มต้านโพแทชเผชิญหน้ารังวัดหวิดปะทะ

กลุ่มต้านโพแทชเผชิญหน้ารังวัดหวิดปะทะ

31 ตุลาคม 2553

กลุ่มต้านเหมืองแร่โพแทชอุดรฯ เผชิญหน้า จนท.รังวัด-กลุ่มหนุน หวิดปะทะกัน  

กลุ่มต้านเหมืองแร่โพแทชอุดรฯ เผชิญหน้า จนท.รังวัด-กลุ่มหนุน หวิดปะทะกัน 
 

กลุ่มต้านโพแทชเผชิญหน้ารังวัดหวิดปะทะ

เกิดการเผชิญหน้าจนประทะกัน ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี หรือกลุ่มต่อต้านเหมืองแร่โพแทช กับเจ้าหน้าที่รังวัดปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร กรมอุสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) คนของ บ.เอเชียแปซิกฟิกโพแทช คอเปอร์เรชั่น จก. ในเครือ “อิตาเลี่ยนไทย” และชาวบ้านที่ให้การสนับสนุน ขณะที่เจ้าหน้าที่ลงปฏิบัติงานรังวัดปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร พื้นที่ ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง ต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี
 
ทั้งนี้เมื่อสองวันที่ผ่านมาต่อมาวันนี้ สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี มากกว่า 300 คน ทิ้งงานการเกี่ยวข้าวไปรวมตัวกันที่ “ศาลปู่คำ” เพื่อกระจายแบ่งหน้าที่ไปเฝ้าตามจุดต่างๆ 36 จุด ที่คาดว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าทำการรังวัด เพราะไม่พอใจที่ถูกกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  หลอกว่าจะทำการศึกษายุทธศาสตร์เหมืองแร่โพแทช(SEA)ก่อน จึงจะมาทำการรังวัดเพื่อเดินหน้าโครงการ และลักไก่เอาวันประชุมชี้แจงประชาชนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าเป็นการทำความเข้าใจประชาชนแล้ว จึงประกาศจะขัดขวางการรังวัด
 
นอกจากนี้เวลา 14.30 น. วันเดียวกัน กลุ่มอนุรักษ์ฯ ราว 50 คน เข้าไปปิดล้อมช่างรังวัดชุดแรก ที่มาพร้อมกับตัวแทนบริษัท และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย  บริเวณถนนทางเข้าบ้านหนองตะไก้ ต.หนองไผ่ ด้วยการชี้หน้าด่าทอขับไล่ บางคนใช้มือทุบ และฉุดเสื้อผ้า ทำให้ทุกคนต้องรีบขนอุปกรณ์ขึ้นไปบนรถ และตัดสินใจยุติการทำงานจุดนั้น แต่ต้องใช้เวลานานกว่า 10 นาที จึงออกจากจุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย พยายามขอไม่ให้เกิดความรุนแรง ทันทีที่รถเจ้าหน้าที่ออกไป รถของกลุ่มสนับสนุนเหมืองก็เข้ามา เกิดการเผชิญหน้ากันแต่ไม่รุนแรง
 
อย่างไรก็ตามอีก 30 นาทีต่อก็เกิดเหตุเผชิญหน้ากับอีกที่ ป่าด้านจะวันออกของบ้านาเจริญ ต.นาม่วง โดยกลุ่มอนุรักษ์ฯมากกว่า 150 คน ไปปิดล้อมถนนเข้าออกของป่า เพราะเข้าใจว่ามีช่างรังวัดทำงานอยู่ด้านใน ซึ่งต่อมากลุ่มผู้สนับสนุนก็เดินทางมาถึงจำนวนเท่าๆกัน การเผชิญโต้เถียงและด่าทอกันนานมากกว่า 10 นาที และจบลงด้วยการตามหาช่างรังวัดไม่พบ จึงแยกย้ายกันไปคนละทาง พร้อมกับมีรายงานว่าช่างรังวัด เดินทางกลับออกจากพื้นที่ไปแล้ว
 
 ผู้ประสานงาน บ.เอเชียแปซิกฟิกฯ ระบุว่า ได้พูดคุยกับแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ฯอยู่ 2 วัน ไม่สามารถยุติกันได้ จึงต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ารังวัด ด้วยการขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล โดยส่งช่างเข้าไปทำงานพร้อมกัน 6 ชุด ปักหลักหมายเขตคำขอประธานบัตร เพื่อกำหนดหลักหมุดกับดาวเทียม แล้วการทำงานก็เสร็จสิ้นไปด้วยดี ไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด
 
ด้านนายสุวิทย์   กุหลาบวงษ์  ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน เปิดเผยว่า สถานการณ์วันนี้ยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจ ของชาวบ้านต่อบริษัทผู้รับสัมปทาน เพราะก่อนหน้านี้เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน เราได้ไปคุยกับคุยกับท่านอธิบดี กพร. เรามีความเห็นร่วมกันคือจะมีการจัดทำ “SEA” ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ , กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เห็นด้วยมาตั้งแต่ปี 49 แล้ว ก่อนที่โครงการจะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งการรังวัดในครั้งนี้ แต่ทางบริษัทฯกับเดินหน้าไปคนละทาง
 
“ การประชุมวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา เราเห็นว่าเป็นการชี้แจง การขออนุญาตประทานบัตรตาม พรบ.แร่ พ.ศ. 2510  ภายใต้กรอบมาตรา 67 วรรค 2  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ซึ่งก็คือการต้องทำ SEA ไม่ใช่การทำความเข้าใจประชาชนสวนพื้นที่ เราเห็นว่าดีก็ไปร่วมด้วย 10 กว่าคน ขณะที่มีการเกณฑ์ และว่างจ้างคนมาร่วมหัวละ 200- 250 บาท แล้วบอกว่าวันนั้นคือเวทีทำความเข้าใจไปแล้ว เย็นนั้นก็ออกหนังสือด่วนแจ้งรังวัดเลย แล้วชาวบ้านจะไว้ใจได้อย่างไร “
 
นานสุวิทย์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์วันนี้เป็นสัญญาณไม่ดี ชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเข้าใจร้อน ห่วงว่าไม่รู้คืนนี้พรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ห้ามกันอย่างไรก็ห้ามไปหมด อยากจะให้ทางจังหวัดมาดูแล รวมทั้งเป็นคนกลางจะให้มีการพูดคุยกันทุกฝ่าย  และอยากให้มีเวทีเปิดจริงๆ ให้ชาวบ้านทุกฝ่ายได้สอบถาม ให้หยุดเรื่องรังวัดไว้ก่อน
 
 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย