
สุราษฎร์ขอสิทธิบัตรกระท่อม แฉ 7 บริษัทต่างชาติจ้องฮุบ
ประชาคมตำบลน้ำพุ จ.สุราษฎร์ธานี เตรียมยื่นขอจดสิทธิบัตรพืชกระท่อม หลังผ่านกม.ปลดล็อก กังวล7 บริษัทต่างชาติจ้องฮุบ
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
การปลดล็อกให้พืชกัญชาและกระท่อมซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการจดสิทธิบัตรสารสกัดและวิธีการใช้ประโยชน์จากทั้งพืชกัญชาและพืชกระท่อม
สำหรับประเทศไทยที่ ต.น้ำพุ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่เดียวในประเทศไทยที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อนุญาตให้ปลูกกระท่อมเพื่อการวิจัย โดยมีการควบคุมพืชกระท่อมกว่า 1,500 ต้น ซึ่งปลูกอยู่ในพื้นที่ 6 หมู่บ้านของ ต.น้ำพุ อย่างเข้มงวด มีการติดบาร์โค้ดทำข้อมูลทุกต้น และมีการทำหนดกติกาประชาคมระดับตำบลควบคุมกันเองอีกชั้นหนึ่ง สงคราม บัวทอง กำนัน ต.น้ำพุ บอกว่า ประชาคมตำบลน้ำพุ ได้หารือกันแล้วและเห็นตรงกันว่าจะยื่นขอจดสิทธิบัตรพืชกระท่อม
“สิ่งที่กำลังกังวลหลังจากผ่านร่างกฎหมายคล้ายจะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยและประชาชน แต่ความจริงทราบว่า ขณะนี้มีบริษัทยาต่างชาติอย่างน้อย 7 บริษัทเป็นเจ้าของสิทธิบัตรและจะได้ผลประโยชน์จากการใช้ภูมิปัญญาของประเทศไทย ซึ่งประชาคมตำบลน้ำพุได้หารือร่วมกันและจะยื่นขอจดสิทธิบัตร เพื่อให้ประเทศไทยเป็นเจ้าของสิทธิบัตรอย่างแท้จริง และหากกฏหมายออกมาเป็นไปในแนวทางที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทยาต่างชาติชาวบ้านคงยอมไม่ได้” กำนันสงคราม กล่าว
ทั้งนี้ ป.ป.ส.ได้กำหนดให้พื้นที่ ต.น้ำพุ เป็นพื้นที่ควบคุมการปลูกพืชกระท่อมเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากใบพืชกระท่อมมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560 โดย ต.น้ำพุ ได้เตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาเป็นธุรกิจและได้ขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนภายใต้ชื่อประชาคมตำบลน้ำพุ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการทดลองวิจัยพืชกระท่อม 655 ครัวเรือน มีพืชกระท่อมพร้อมเก็บเกี่ยว 1,578 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 36,560 กิโลกรัมเดือน
โดยการขอจดสิทธิบัตรจากพืชกระท่อมนั้น หากกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้ก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที
ด้าน พีระ กาญจนพงษ์ ผู้อำนวยการ ป.ป.ส.ภาค 8 กล่าวว่า ขณะนี้ยังถือว่าพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดประเภท 5 ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องดูรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดว่ามีขอบเขตการครอบครองและเพาะปลูกได้เพียงใด ทั้งสายพันธุ์ พื้นที่เพาะปลูก และลักษณะของการเพาะปลูก โดยพื้นที่ ต.น้ำพุ สำนักงาน ป.ป.ส.ได้ขออนุญาตเพื่อทำการวิจัยและขึ้นทะเบียนไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมได้
“ยังคงควบคุมพื้นที่ ปริมาณต้น และการใช้ประโยชน์จากใบกระท่อมที่เด็ดเคี้ยวจากต้นเท่านั้น ส่วนงานวิจัยเบื้องต้นมีผลสรุปเพียงการใช้สารไมตาซีมีนในพืชกระท่อมที่สามารถทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง และลดภาวะน้ำตาลในเลือด และแนวทางการพัฒนาทำได้เพียงผงกระท่อมในแคปซูล หากใช้วิธีสกัดสารจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูงและมีราคาแพง” ผู้อำนวยการ ป.ป.ส.ภาค 8 กล่าว
สำหรับข้อห่วงใยกรณีต่างชาติยื่นจดสิทธิบัตรกัญชานั้น ทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้รับจดทะเบียนคำขอรับสิทธิบัตรที่มีสารสกัดจากกัญชาทั้ง 3 คำขอแต่อย่างใด โดยคำขอดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ได้แจ้งปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรจำนวนคำขอดังกล่าวไปยังผู้ขอแล้ว
“ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้ผู้ขอชี้แจงกลับมาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง อย่างไรก็ตามหากผู้ขอไม่มาชี้แจงภายในระยะเวลาดังกล่าว ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะถือว่าผู้ขอละทิ้งคำขอรับสิทธิบัตร โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะจำหน่ายคำขอนั้นออกจากสารบบต่อไป ด้วยเหตุนี้คำขอดังกล่าวจึงยังคงปรากฏสถานะอยู่บนเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา จนกว่าจะจำหน่ายคำขอออกจากสารบบ”
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันว่า จะดำเนินการตามกฎหมายในการพิจารณาคำขอที่มีสารสกัดกัญชาตามธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของคำขอด้วยความรอบคอบ รัดกุมโปร่งใส และตรวจสอบได้ และพร้อมที่จะเปิดรับข้อมูลจากทุกภาคส่วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาต่อไป
หลังจากนี้การใช้ประโยชน์จากพืชยาเสพติดทั้งสองชนิด จะเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตากันอย่างเข้มงวด เพราะผลที่ตามมาจากการจดสิทธิบัตรทั้งสารสกัดและวิธีการใช้ประโยชน์นั้นมีค่ามากมายมหาศาล







