
อนาคตแรงงาน
ข้อมูลการสำรวจล่าสุดที่จัดทำโดยเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ที่รายงานผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2553 สะท้อนให้เห็นภาพของตลาดแรงงานของไทย แม้โดยรวมจะผ่านเกณฑ์ แต่เมื่อเทียบประเทศในแถบอาเซียน จีน และอินเดีย มีประเด็นหลายอย่างที่น่าสนใจที่นำมากล่าวถึง เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางในการแก้ไขในอนาคต
ข้อมูลการสำรวจล่าสุดที่จัดทำโดยเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ที่รายงานผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2553 สะท้อนให้เห็นภาพของตลาดแรงงานของไทย แม้โดยรวมจะผ่านเกณฑ์ แต่เมื่อเทียบประเทศในแถบอาเซียน จีน และอินเดีย มีประเด็นหลายอย่างที่น่าสนใจที่นำมากล่าวถึง เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางในการแก้ไขในอนาคต
วิธีการสำรวจเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานจะมีการส่งแบบสอบถามไปยังผู้บริหารของบริษัทชั้นนำในแต่ละประเทศ โดยเรื่องประสิทธิภาพของตลาดแรงงานเป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ในการสำรวจ แล้วนำผลมาจัดอันดับเปรียบเทียบกับประเทศทั้งหมด 139 ประเทศทั่วโลก
กรณีเรื่องประสิทธิภาพตลาดแรงงานโดยภาพรวมประเทศไทยสอบผ่าน เพราะอยู่อันดับที่ 24 จากประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะค่าเท่าเทียมกันในเรื่องการจ้างงานระหว่างเพศชายกับหญิง ทั้งในแง่ของผลตอบแทนที่ได้รับ และโอกาสในการรับเข้าทำงานถือว่าเหนือกว่าประเทศอาเซียน รวมทั้งจีนและอินเดียที่ปรากฏว่ามีผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาในแง่ความยืดหยุ่นเรื่องค่าแรง จากข้อมูลการสำรวจพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความยืดหยุ่นน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีน อินเดีย เวียดนาม เนื่องจากไทยได้กำหนดค่าแรงงานขั้นต่ำตามท้องที่ การปรับขึ้นได้ต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการไตรภาคีปีละครั้ง
ล่าสุดก็มีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อขอปรับค่าแรงงานขึ้นเป็น 250 บาทต่อวัน
สำหรับประเทศจีนและอินเดีย การที่ให้นายจ้างมีสิทธิในการกำหนดค่าแรงได้อย่างค่อนข้างมีอิสระ ทำให้ค่าแรงต่ำกว่าประเทศอื่นเป็นผลมาจากการที่ต้องการขยายและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานในช่วงที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบการจ้างงานในจีนที่มีโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไปจากทศวรรษ 1980-1990
ประเทศจีนเริ่มมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานขึ้นในเมืองใหญ่ เป็นผลจากที่อัตราการเกิดของประชากรลดลง และประชากรมีความรู้สูงมากขึ้น การให้อำนาจการกำหนดค่าแรงอยู่ที่นายจ้างกำลังก่อให้เกิดปัญหาการจ้างงานในจีน มีการประท้วงและนัดหยุดงานบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมาดังเช่นกรณีของการประท้วงที่ Honda Lock (กวางตง), Toyota Gosei, Foxcomm เนื่องจากค่าแรงงานที่ต่ำและสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม และจบด้วยการที่ต้องขึ้นค่าแรงงาน
จากปัญหาดังกล่าวคาดการณ์ว่าค่าแรงเฉลี่ยในจีนขึ้นไปไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึงระบบสวัสดิการสังคมต่างๆ ในจีนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
แม้อินเดียจะได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการรับงานระบบไอทีของโลก แต่อินเดียก็เป็นที่มีอัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรมากกว่า 30% และจำเป็นที่รัฐบาลต้องสร้างงานรองรับกลุ่มคนดังกล่าว การกำหนดความยืดหยุ่นของค่าแรงที่สูง รวมถึงระบบสวัสดิการสังคมที่ต่ำกว่าประเทศต่างๆ ในแถบอาเซียนและจีน เป็นการลดต้นทุนในการจ้างแรงงานในอินเดีย รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเข้าลงทุนในอินเดีย โดยเฉพาะการลงทุนในภาคการอุตสาหกรรม ที่เป็นภาคที่มีการใช้แรงงานที่ไร้ฝีมือเป็นจำนวนมาก อันเป็นการบรรเทาปัญหาทางด้านสังคมของอินเดีย
ประเด็นที่สำคัญจากผลการสำรวจในเรื่องของค่าแรงกับผลิตภาพ (Productivity) หรือทำงานได้มีประสิทธิภาพคุ้มค่าแรงงานหรือไม่ การจ้างงานในประเทศไทยแพงกว่าการจ้างงานในจีน และเฉลี่ยของประเทศอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย แต่ดีกว่าอินเดีย เพราะเนื่องจากการศึกษาของอินเดียมีปัญหาที่การกระจายรายได้ยังไม่ทั่วถึง แต่แนวโน้มดีขึ้น แสดงได้จากการที่อัตราการไม่รู้หนังสือลดลงจาก 50% ในช่วงปี 1990 มาอยู่ที่ระดับ 30% ในปัจจุบัน
ค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นขณะที่ผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้น เป็นปัญหาที่สำคัญต่อความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ เพราะทำให้การจ้างแรงงานในประเทศนั้นมีค่าแรงงานเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ผลิตภาพจะเพิ่มสูงขึ้นได้จากการที่แรงงานในประเทศนั้นมีพื้นฐานความรู้และการศึกษาที่ดี
จากผลของการสำรวจดังกล่าวพบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 80 เมื่อเทียบกับเวียดนาม ที่ 65 อินโดนีเซีย ที่ 62 มาเลเซีย ที่ 34 แสดงให้เห็นคุณภาพของประชากรและคุณภาพแรงงานไทยในอนาคตด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีการปรับปรุงขึ้นกว่าเดิมมาก







