
ทางออกของเงินบาทแข็งค่า
....นักศึกษา วตท. รุ่นที่ 11
เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2553 มีงานเสวนาและการระดมสมองของนักศึกษา วตท.11 เรื่อง
“เงินบาทแข็งค่า : ผลกระทบและข้อเสนอกลยุทธ์” โดยผู้เข้าร่วมเสวนามีความเห็นสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งของรัฐบาล นั่นคือ เมื่อมาตรการการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากผลตอบแทนและกำไรจากการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในพันธบัตรรัฐบาลไม่เป็นผล ก็ใช้นโยบายดอกเบี้ยไม่ให้ซ้ำเติมให้ค่าเงินบาทแข็งมากขึ้นและรวดเร็ว โดยไม่ควรต่อสู้เพื่อรักษาค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าขึ้นมาก เพราะไม่น่าจะประสบผลสำเร็จและมีต้นทุนในการต่อสู้สูงมากนอกจากนั้น ควรมีการแทรกแซงในบางคราวเพื่อชะลอการแข็งค่าไม่ให้ผันผวนรวดเร็วเกินไป และไม่ให้แข็งค่ามากกว่าภูมิภาค
พร้อมทั้งเสนอแนะว่า แม้ความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อจะมีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบรุนแรงจากการแข็งค่าของเงินบาทที่มีต่อบางกลุ่มซึ่งรับภาระหนักกว่าภาคส่วนอื่น เช่น กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME
’s) ผู้ส่งออกทั่วไปนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจในความร่วมมือระดับภูมิภาคว่า
ประการแรก ต้องกำหนดโครงสร้างปริวรรตเงินตราในกลุ่มอาเซียน
ประการที่สอง ประเทศผู้ส่งออกหลักได้รับผลกระทบมากที่สุดตามยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยจะทำไม่ได้ เพราะได้รับผลกระทบในภาคการเกษตรและการส่งออก
ประการที่สาม มาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้วไม่สามารถมีผลโดยตรง ควรให้ ธปท.ดำเนินการโดยตรง
ประการที่สี่ ในกรอบของอาเซียนควรเปิดการค้าเสรีในกลุ่มอาเซียนเพื่อรองรับการไหลของเงินที่เข้ามาในทวีป เอเชีย และทำให้ลื่นไหลมากที่สุด โดยเน้นถึงการทำเป็นระดับประเทศ
ประการที่ห้า เงินทุนที่ไหลเข้าสะท้อนภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เงินทุนไหลเข้าเอเชีย ดังนั้นมาตรการระยะสั้นเพื่อรองรับการสกัดกั้นการไหลเข้าของเงินทุนคือการเก็บภาษี
ประการที่หก ควรส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ทั้งภาคเอกชนและรัฐบาล เช่น การลงทุนในโครงการถนนไร้ฝุ่น โทร.มือถือระบบ 3G รวมทั้งการสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องจักรและการลดหย่อนภาษี
ประการที่เจ็ด บริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Sovereign Fund) โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถลงทุนสินทรัพย์ในประเทศไทยได้ และผลประกอบการถดถอย ดังนั้นควรลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้ โดยอาจตั้งกองทุนมั่งคั่ง โดยอาจดำเนินการภายใต้กฎหมายเดิมที่มีอยู่
ประการที่แปด การทำ Collective Action ในกลุ่มประเทศอาเชียน โดยการออกกฎหมายสนับสนุนการเงิน การคลัง โดยเป็นการสร้างอำนาจต่อรองของกลุ่มอาเซียน ให้ประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเชียนรวมกันเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ
“ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล” รองประธานคณะกรรมการการเงินและการลงทุน บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ เสนอให้ไทยใช้จังหวะนี้ปรับตัวประการแรก ปรับตัวเรื่องการส่งออก โดยเน้นตลาดที่มีกำลังซื้อขยายตัวสูง เช่น อาเซียน จีน อินเดีย ฯลฯ ซึ่งภาคเอกชนทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มเติม อีกแนวทางหนึ่งก็คือ ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค เพื่อผลักดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่งออกบางตัวให้สูงขึ้น เช่น ยางพารา ข้าว ฯลฯ
ประการที่สอง ปรับตัวเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เร่งลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และเร่งลงทุนยกระดับประสิทธิภาพการผลิตโดยภาคเอกชน ทั้งนี้ ควรหาทางให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ใช้เงินทุนต้นทุนต่ำในสถานการณ์ที่มีเงินทุนไหลเข้ามาก รัฐบาลกู้ตรงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนภาคเอกชนกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐ โดยใช้เงินจาก ธปท.ที่ต้นทุนระดับเดียวกับที่ ธปท. ได้รับผลตอบแทนจากเงินดังกล่าว (หรืออาจสูงกว่าเล็กน้อย) ทั้งนี้ควรกำหนดเงื่อนไขให้กู้เป็นเงินตราต่างประเทศเท่านั้น และเฉพาะเพื่อการลงทุนในสินค้าทุนที่ต้องนำเข้า ก็จะมีความรัดกุมเป็นไปตามวัตถุประสงค์และจะช่วยผ่อนคลายให้เงินทุนไหลออกได้อีกทางหนึ่ง
ประการที่สาม ปรับปรุงวิธีการบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยให้มีกลไกที่มีความคล่องตัวในการหาผลตอบแทนจากเงินสำรองระหว่างประเทศในอัตราที่สูงขึ้นและทันเหตุการณ์ เช่น อาจออกกฎหมายเพื่อให้มีการตัดโอนเงินบางส่วนมาจัดตั้งเป็น Sovereign Wealth Fund
ประการที่สี่ ปรับตัวเกี่ยวกับนโยบายการลงทุนของประเทศ
ลดขอบข่ายการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เนื่องจากจะมีเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ไหลเข้าประเทศมากขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงควรให้สิทธิประโยชน์ BOI เฉพาะอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพระยะยาวของประเทศเท่านั้น
ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ โดยดูแลด้านการเคลื่อนย้ายเงินตรา การอำนวยความสะดวกในการลงทุนในต่างประเทศ และการปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสม
แนวทางนี้นอกจากจะช่วยผ่อนคลายให้เงินทุนไหลออกได้ส่วนหนึ่งแล้ว ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการลงทุนของเงินทุนไทยในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดนด้วย
ประการที่สี่ ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้จากปัจจุบันที่ใช้หลัก Resident Principle (บริษัทหรือบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับรายได้จากแหล่งในประเทศไทยและจากแหล่งในต่างประเทศ) มาเป็นใช้หลัก Territorial Principle (บริษัทหรือบุคคลไม่ว่าจะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม จะเสียภาษีเงินได้เฉพาะรายได้จากแหล่งในประเทศไทยเท่านั้น)
การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้ในลักษณะดังกล่าว จะทำให้รายได้หรือกำไรที่เกิดจากการประกอบการ หรือเงินลงทุนหรือทรัพย์สินในต่างประเทศของบริษัทไทยหรือของคนไทย จะเสียภาษีเฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น ไม่ต้องเสียภาษีในไทยอีกครั้งหนึ่ง (แม้ประเทศไทยจะมีสัญญาภาษีซ้อนอยู่กับหลายประเทศก็ตาม แต่สัญญาเหล่านั้นช่วยในเรื่องการขจัดภาษีซ้ำซ้อนเป็นหลัก โดยมิได้ช่วยบรรเทาภาระภาษีสักเท่าใด) ฮ่องกงและสิงคโปร์จัดเก็บภาษีเงินได้ตามหลักดังกล่าว (และเก็บในอัตราต่ำด้วย) มาเป็นเวลานานแล้ว
หากมีการปรับปรุงตามหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็ควรต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผลที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับระหว่างกัน (Intercorporate Dividend) ในประเทศไทยด้วย
มาตรการนี้จะช่วยสนับสนุนให้ทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นรองรับการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต (โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น) มายังกลุ่มอาเซียน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางเป็นการสร้างฐานรองรับให้ผู้ประกอบการไทยหาแหล่งผลิตที่เหมาะสมในอาเซียนได้ เมื่อจัดตั้งชุมชนอาเซียนในปี 2558
“
ศุภรัตน์” ตั้งคำถามสำคัญว่า ปัญหาคือจะจัดการอย่างไรกับปัญหาฐานะการเงินของ ธปท. ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะขาดทุนสะสมสูงมากถึง 4.27 แสนล้านบาท อันเนื่องมาจากการแทรกแซงค่าเงิน...






