
อภิสิทธิ์ปิดคดียุบปชป. ยันไม่เกี่ยวข้องทำป้าย
ปิดฉากการไต่สวนพยานปากสุดท้ายในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์ 29 ล้านบาท ไปเรียบร้อยแล้ววันที่ 18 ต.ค. เหลือเพียงแค่รอฟังคำแถลงปิดคดีจากทั้งสองฝ่ายในวันที่ 29 พ.ย.นี้
สำหรับ 4 ปากสุดท้ายในการไต่สวน ไฮไลต์สำคัญยังอยู่ที่การขึ้นให้การของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงการเลือกตั้ง 2548 โดยยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำป้ายหาเสียงของพรรค เป็นหน้าที่ของกองบัญชาการเลือกตั้งที่มีนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรคขณะนั้นรับผิดชอบ โดยมีฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านการประชาสัมพันธ์ที่มีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองเลขาฯ ขณะนั้นเป็นประธาน
นายอภิสิทธิ์ อธิบายว่า ทุกปีพรรคจะขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง โดยปี 2548 พรรคได้ทำเรื่องตั้งแต่เดือน ส.ค. 2547 และได้รับอนุมัติ พ.ย. 2547 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นแค่รายละเอียดการทำป้ายจากบิลบอร์ด เป็นฟิวเจอร์บอร์ด ในวงเงิน 8 ล้านบาทเท่าเดิม และมีการประสานเป็นการภายในกับกรรมการกองทุนฯ เพราะคณะกรรมการไม่มีการประชุม เนื่องจากเป็นช่วงการเลือกตั้ง
นายบัณฑิต ศิริพันธ์ ทนายความพรรคประชาธิปัตย์ ได้ซักถามถึงประเด็นที่ กกต. ในฐานะผู้ร้องได้ยื่นคำคัดค้านว่า บริษัทตรวจสอบบัญชีทรัพย์อนันต์ ที่ประชาธิปัตย์จ้างมานั้น ตรวจสอบเพียงแค่เอกสาร ไม่ได้สอบข้อเท็จจริง ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่จริง เพราะรายงานการประชุมของคณะกรรมการกองทุนฯ ได้กำหนดเงื่อนไขการให้บริษัทตรวจสอบบัญชีต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งในแง่ความถูกต้องและน่าเชื่อถือของเอกสาร อีกทั้งเมื่อยื่นให้ทาง กกต.พิจารณาแล้วก็รับรองว่าถูกต้อง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่ทาง กกต.ก็เห็นว่าการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ มีปัญหา โดยในโครงการระบบไอทีของพรรค เมื่อปี 2550 แต่เมื่อ กกต.เห็นว่าไม่น่าจะทำได้ ทำหนังสือทักท้วงมา ตนเองจึงได้ทำหนังสือชี้แจงไป สุดท้ายมีการวินิจฉัยให้พรรคคืนเงิน 3 แสนบาท เทียบกับครั้งนี้ยังไม่เคยมีการวินิจฉัยจาก กกต.ว่าผิดกฎหมาย
นายบัณฑิต ถามว่าจากการตรวจสอบเงินสนับสนุนในปี 2548 ใครแจ้งโดยตรงว่า พรรคได้ดำเนินโครงการถูกต้องแล้ว และยุติการตรวจสอบใช้จ่ายเงินสนับสนุนในรอบปี 2548 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้แจ้ง ในวันที่ 11 มิ.ย. 2550 นอกจากนี้ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2550 ได้แบ่งกลุ่มพรรคการเมืองออกเป็นกลุ่มๆ ประชาธิปัตย์อยู่ในกลุ่มที่ต้องปรับปรุงหลักฐาน ร่วมกับพรรคอื่นๆ อีก 14 พรรค ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุง และใน 14 พรรคก็ไม่มีใครถูกดำเนินคดี
นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เคยรับเงินจากนายประจวบ สังข์ขาว ผู้บริหารบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น ตามที่นายประจวบเคยให้การ รวมทั้งรู้จักกับนายประจวบ เพราะได้ติดต่อพรรคเพื่อทำโฆษณาทำป้าย แต่ไม่ทราบว่านายประจวบเอาเงินให้พรรคหรือไม่ นอกจากนี้ยังยืนยันว่าไม่เคยเคลียร์กับตำรวจระหว่างนายประจวบถูกสอบสวนเรื่องใบกำกับภาษีปลอม
ด้านนายกิตินันท์ ธัชประมุข ทนายความผู้ร้อง ได้ซักค้านว่า กรณีการว่าจ้าง น.ส.วาศิณี ทองเจือ เจ้าของบริษัท แม็คเนทซายน์ แต่พรรคออกเช็คให้บริษัท เกิดเมฆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นความต้องการของทาง น.ส.วาศิณี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางภาษี อีกทั้งทาง กกต.ได้รับรองถูกต้องหมดแล้ว
ขณะที่นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้การว่า จากการที่พบนายประจวบ สังข์ขาว โดยบังเอิญและได้นัดหมายไปพูดคุยกันที่กระทรวงมหาดไทยในเวลาต่อมา โดยมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับนายพลที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการซักถาม ร่วมพูดคุยอยู่ด้วย นายประจวบ บอกว่า การให้การกับดีเอสไอ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย รองอธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น จะเป็นคนร่างและเขียนคำให้การเป็นส่วนใหญ่ โดยยืนยันว่าจะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยและช่วยเหลือเรื่องบ้านที่ถูกยึด
นายถาวร กล่าวว่า ตนเองและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดคดียุบพรรคไทยรักไทย และเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการยุบพรรคพลังประชาชน จึงทำให้คนในระบอบทักษิณ ไม่พอใจและหาทางแก้แค้นเอาคืน จึงเป็นที่มาของการทำให้เกิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยการให้นายประจวบมาใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2548 เบิกความปฏิเสธว่า ไม่เคยรู้จักกับ น.ส.วาศิณี ทองเจือ ผู้บริหารบริษัท แม็คเนทซายน์ และไม่เคยจ้างทำป้ายหาเสียง หรือสั่งจ่ายเช็คให้กับ น.ส.วาศิณี ตามที่ น.ส.วาศิณี เคยให้การ นอกจากนี้ยังปฏิเสธว่า น.ส.ศุภาลักษณ์ ตั้งจิตต์ศีล หรือดาว ไม่มีส่วนในเรื่องการทำป้ายหาเสียง เป็นเพียงแค่คนมาช่วยงานไม่มีตำแหน่งใดๆ ในพรรค







