
ผู้ว่าฯแถลงความคืบหน้าจนท.สร้างฝายปิดทางน้ำเข้าถ้ำหลวงสำเร็จ มั่นใจ13ชีวิตปลอดภัย
ผู้ว่าฯเชียงรายแถลงเจ้าหน้าที่ทำฝายบนดอยผาหมีปิดทางน้ำเข้าถ้ำหลวงสำเร็จ พร้อมสูบน้ำถ้ำทรายทองที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้เป็นพื้นที่รับน้ำแทน
ผู้ว่าฯเชียงรายแถลงเจ้าหน้าที่ทำฝายบนดอยผาหมีปิดทางน้ำเข้าถ้ำหลวงสำเร็จ พร้อมสูบน้ำถ้ำทรายทองที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้เป็นพื้นที่รับน้ำแทน
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. เวลา 17.00 น. นายณรงศักดิ์ โอสถธากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย , พล.ต.บัญชา ดุริยะพันธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37, พล.ต.ศุภโชค ธวัชพีระชัย รองแม่ทัพภาคที่ 3, นายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แถลงความคืบหน้าการค้นหาและช่วยเหลือกลุ่มเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าพร้อมผู้ฝึกสอนรวม 13 คน ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยมีเนื้อหาสรุปดังนี้
นายณรงศักดิ์ โอสถธากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
-ทีมกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชร่วมกรมชลประทานทำฝายปิดห้วยน้ำดั้นบริเวณ ดอยผาหมี ทำให้ลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าถ้ำได้
-หน่วยซีลยังอยู่ตำแหน่งใกล้เคียงจุด 3 แยกในถ้ำหลวง แต่ประสบความสำเร็จในการวางเชือกเส้นทาง และวางขวดออกซิเจนเป็นระยะในช่วงห้องโถง3 กับ 3 แยกในถ้ำ
-การสูบน้ำในถ้ำไทรทอง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าถ้ำหลวงสำเร็จ ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่รับน้ำแทนถ้ำหลวง
-ภาพรวมระดับน้ำในถ้ำหลวงลดลงต่อเนื่อง ชั่วโมงละ 1 เซนติเมตร
-เพิ่มเครื่องสูบน้ำภายในถ้ำเพื่อดูดน้ำออกให้เร็วมากขึ้น
-มั่นใจเด็กๆทุกคนปลอดภัย เพราะตามทฤษฎี เมื่อเข้าสู่วันที่ 10 ร่างกายมนุษย์จะปกป้องตัวเอง โดยไม่มีน้ำย่อยออกมากัดกระเพาะและดึงพลังงานจากไขมันในร่างกายมาใช้ ซึ่งตามทฤษฎีมนุษย์จะอยู่ได้ 30 วัน
-หากเจ้าหน้าที่พบเด็กที่ติดอยู่ จะมีการพิจารณาแนวทางการเคลื่อนย้ายอย่างละเอียด โดยจะต้องให้เด็กเคลื่อนไหวได้ระดับหนึ่งจึงจะนำตัวออก โดยช่องทางต่างๆที่เข้าสู่ในถ้ำต้องได้รับการประเมินชัดเจนว่าเคลื่อนย้ายได้แล้วจึงดำเนินการ หากยังดำเนินการไม่ได้ก็จะมีแพทย์และพยายาลเข้าไปคอยดูแล
*******************
นายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
-กรมอุทยานฯสำรวจได้ร่วมกับกรมชลประทาน, กรมทรัพยากรธรณี และทหาร ตลอดจนชาวบ้านในพื้นที่ ทำฝาย 2 แห่งบริเวณห้วยน้ำดั้น ดอยผาหมีเพื่อเปลี่ยนทางน้ำให้หลุดออกจากโพรงที่เข้าไปเติมในถ้ำหลวงได้สำเร็จ
-ดำเนินการสำรวจต่อว่ามีจุดอื่นที่ทำให้มีน้ำไหลเข้าถ้ำหลวงอีกหรือไม่ เพื่อดำเนินการเปลี่ยนทางน้ำต่อไป
********************
พล.ต.ศุภโชค ธวัชพีระชัย รองแม่ทัพภาคที่ 3
-เจ้าหน้าที่สำรวจโพรงเหนือถ้ำหลวงวันนี้ 6 โพรง พบ 1 โพรงสามารถลงไปได้ลึก400เมตร และอีกหนึ่งโพรงไปได้ 50 เมตร ซึ่งทั้งสองโพรงสามารถลงไปได้อีก ส่วนที่เหลือยังไม่มีรายงานเข้ามา
-สำรวจพื้นที่เหมาะสมสำหรับการเจาะผนังถ้ำแล้ว โดยจุดแรกอยู่ระหว่างใช้เฮลิคอปเตอร์ยกเครื่องจักรขึ้นไป คาดว่าหากสภาพอากาศเปิดจะยกชิ้นส่วนเครื่องจักรขึ้นไปครบและดำเนินการประกอบก่อนเริ่มเจาะได้ภายในคืนนี้
-เครื่องสูบน้ำภายในถ้ำหลวงเดิมมี 25 เครื่อง วันนี้เพิ่มเครื่องสูบน้ำพญานาคอีก 2 เครื่องเพื่อให้ลดระดับน้ำได้เร็วมากขึ้น
*********************
พล.ต.บัญชา ดุริยะพันธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37
-การพร่องน้ำทุกจุดคือนอกจากอำนวยความสะดวกให้ซีลแล้ว ยังทำเพื่อเตรียมรับมือฝนที่จะตกลงมา
-จุดถ้ำทรายทอง ซึ่งอยู่ใต้ถ้ำหลวง เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถแบคโฮ และหัวเจาะทลายปากถ้ำ เพื่อให้น้ำไหลออกมา รวมทั้งขุดดินสร้างเส้นทางน้ำเพื่อระบายออกมา และใช้ท่อพญานาค 3 ตัวสูบออกโดยมีอัตราการสูบที่ 160,000 ลิตร ต่อชั่วโมง
-ถ้ำทรายทองอยู่ใต้ถ้ำหลวงมีระยะทางภายใน 900 เมตร ฉะนั้นการพร่องน้ำออกจะทำให้ถ้ำทรายทองเป็นเหมือนอ่างเก็บน้ำเพื่อรับน้ำแทนถ้ำหลวง ทำให้น้ำที่จะเข้าไปในถ้ำหลวงลดลง
*********************
ขณะที่ นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ก่อสร้างฝายเพื่อผันน้ำข้ามพื้นที่รอยแตกเป็นระยะทาง 350เมตร ที่คาดว่าเป็นจุดที่น้ำไหลเข้าไปเพิ่มเติมในถ้ำหลวงจำนวน 2 ฝาย โดยฝายแห่งที่ 1ใช้ท่อผันน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 400 เมตร จำนวน 4 แถว สามารถผันน้ำได้มากกว่า 0.2 ลบ.ม./วินาที
ฝายแห่งที่ 2 ใช้ท่อผันน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 400 เมตร จำนวน 3 แถว สามารถผันน้ำได้มากกว่า 0.15 ลบ.ม./วินาที และใช้ร่วมกับท่อลำเลียงน้ำของชาวบ้านที่มีอยู่เดิม 0.05 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งสิ้นสามารถผันน้ำได้มากกว่า 0.4 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมีอัตราการผันน้ำรวม 34,560 ลบ.ม./วัน ในกรณีที่ระบายน้ำเต็มศักยภาพของท่อผันน้ำ พื้นที่ที่คาดว่าเป็นพื้นที่รั่วซึมมีสภาพแห้งตามความคาดหมาย







