
การแทรกแซงค่าเงิน : อีกรูปแบบหนึ่งของมาตราการกีดกันที่มิใช่ภาษี
....สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจะมีผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่ต้องอาศัยกลยุทธ์การแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงในตลาดโลก
ทั้งนี้เหตุผลประการสำคัญมาจากการที่การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนนั้นมีผลกระทบต่อราคาของสินค้าที่ประเทศผู้ส่งออกเสนอขายในตลาดโลก เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง ราคาสินค้าส่งออกจะถูกลงได้เมื่อคิดเทียบเป็นเงินสกุลท้องถิ่น ในทางตรงกันข้าม ราคาสินค้าส่งออกจะขยับสูงขึ้น (เพื่อให้ได้ราคาในรูปเงินสกุลท้องถิ่นเท่าเดิม) เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น ดังนั้น ขีดความสามารถในการแข่งขัน (ด้านราคา) ของผู้ส่งออกจึงลดลงเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลท้องถิ่นแข็งค่าขึ้น และถ้าอัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากเกินไป (ไม่รุนแรง) หรือสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้ เป็นเพราะการเคลื่อนย้ายของเงินทุนจำนวนมาก (เมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ) อย่างรวดเร็ว ทำให้การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนสอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทานของเงินสกุลนั้น ซึ่งเชื่อมโยงกับความต้องการเงินทุนในรูปของเงินสกุลต่างๆ ตามโครงสร้างของภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ สามารถเกิดขึ้นได้เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป
ในกรณีดังกล่าว การเข้าไปแทรกแซงค่าเงินก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่เมื่อใดที่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีสาเหตุจากการเคลื่อนย้ายเข้าออกของเงินทุนเพื่อการเก็งกำไร หรือในกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจ ก็จะทำให้เกิดความผันผวนที่มากเกินไป (Excessive Volatility) และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมและตลาดการเงินในประเทศได้ กรณีดังกล่าวก็จะมีการเรียกร้องให้ภาครัฐ โดยธนาคารกลางเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนด้วยมาตรการต่างๆ รวมทั้งการเข้าแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ซึ่งงานศึกษาโดย TDRI ได้ชี้ให้เห็นว่า โดยปกติประเทศเปิดขนาดเล็กอย่างประเทศไทย รัฐมักตั้งเป้าหมายสำหรับการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1) เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน 2) ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ และ 3) ดุลยภาพในบัญชีเดินสะพัดกับต่างประเทศ การตัดสินใจดำเนินมาตรการที่จะมีผลการแทรกแซงค่าเงินจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินมาตรการนั้นๆ และต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและความสามารถในการดำเนินมาตรการด้วย
อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงค่าเงินจะโดยความจำเป็นหรือไม่ก็ตามจะมีผลคล้ายกับการปรับเพิ่มขึ้นของภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้า (ในกรณีที่การแทรกแซงทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง) จึงมีผลให้เกิดการกีดกันทางการค้าได้ทางหนึ่ง และเมื่อมีการกีดกันทางการค้าก็หมายถึงการที่ประเทศได้ให้การคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ โดยภาระของการคุ้มครองนั้นก็จะตกอยู่กับผู้บริโภคที่ต้องนำเข้าสินค้าในราคาที่สูงขึ้น
ข้อแตกต่างระหว่างการแทรกแซงให้ค่าเงินอ่อนค่าลงกับการใช้กำแพงภาษีคงจะอยู่ที่ว่า การกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้านั้น ประเทศผู้นำเข้าสามารถเลือกกำหนดอัตราภาษีเฉพาะในรายการสินค้าที่ต้องการให้การคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศเท่านั้นได้ แต่การแทรกแซงค่าเงินจะเป็นการยกระดับโครงสร้างภาษีสำหรับสินค้าทุกประเภทในเวลาเดียวกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในโลกเกิดเห็นดีเห็นงาม หันไปนิยมชมชอบที่จะใช้การแทรกแซงค่าเงินเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าในระยะสั้นแล้ว ในที่สุดอาจนำไปสู่การแบ่งโซนทางการค้าตามกลุ่มของสกุลเงินที่ใช้ ซึ่งก็อาจจะเป็นโซนอเมริกา โซนยุโรป โซนเอเชีย และโซนอื่นๆ อีกสัก 1 หรือ 2 โซน ปริมาณการค้าระหว่างประเทศจะถูกจำกัดให้เป็นการค้าภายในโซนเดียวกันหรือกลุ่มเดียวกันมากขึ้น
ในขณะที่การค้าระหว่างโซนจะมีจำนวนจำกัดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งในทางเศรษฐ ศาสตร์ระหว่างประเทศ เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวจะมีผลทำให้แนวโน้มและทิศทางการค้ามีความบิดเบือนมากขึ้นและไม่สอดคล้องกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Compa rative Advantage) ของประเทศต่างๆ ประโยชน์ที่จะเพิ่งได้รับจากการค้าระหว่างประเทศก็มีอันจะต้องลดน้อยถอยลงตามลำดับ ในแง่ของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ประเทศเปิดขนาดเล็กอย่างประเทศไทยก็คงจะต้องหันมาให้ความสนใจและความสำคัญกับการรวมกลุ่มในภูมิภาคให้มากขึ้น และพัฒนาระดับของการรวมกลุ่มในภูมิภาคให้มีความลึกมากขึ้นด้วย
แนวโน้มของความผันผวนของค่าเงินที่เพิ่มมากขึ้นตามขนาดและความรวดเร็วของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ทำให้มีความเป็นไปได้มากที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จะมีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการในการแทรกแซงค่าเงินเพิ่มมากขึ้นด้วยนั้น โดยปกติมาตรการที่ใช้ในการแทรกแซงค่าเงินมักจะเป็นมาตรการที่ดำเนินการในระยะสั้น และเป็นมาตรการชั่วคราว การปรับตัวของภาคเศรษฐกิจจริงในระยะยาวยังคงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องคำนึงถึง สำหรับธุรกิจด้านการส่งออก การปรับตัวในระยะยาวเพื่อรองรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดการแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกด้วยการทำให้สินค้าส่งออกเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมีความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ (Low Demand Price Elasticity) โดยภาครัฐจะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับพลวัตของความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศ ประกอบด้วยแนวทางที่สำคัญ ได้แก่ การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products) การทำผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่าง (สำหรับผู้บริโภค) (Product Differentiation) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) และการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต (Efficiency Improvement) ผ่านการพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity Upgrading) ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละแนวทางในโอกาสต่อๆ ไป







