
ผมขอสร้างถนนปรองดอง
ขีดเส้นใต้ไม่เป็นนายกฯ
ขีดเส้นใต้ไม่เป็นนายกฯ
โดย ...ทีมข่าวการเมือง
โดดเด่นขึ้นมาจนถูกจับตาว่าอาจจะกลายเป็น "นายกรัฐมนตรี" คนต่อไป หลังจาก เสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ใช้ "ต้นทุน" ส่วนตัวที่สะสมมาทั้งชีวิต หวังสร้างผลงานชิ้นโบแดงก่อนวางมือทางการเมืองด้วยการประสานรอยร้าว สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม ด้วยการเดินสายพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ที่ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากทุกฝ่าย
เสธ.หนั่น อธิบายว่า แนวคิดนี้เริ่มก่อตัวขึ้นวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันสุกดิบก่อนวันเกิดครบ 75 ปี ในวันที่ 7 ก.ย. เมื่อก่อนเราเคยเคียดแค้น เคยโมโห คิดร้ายต่อคนอื่นเยอะแยะ ก็มาคิดว่าอายุ 75 ปี ควรจะยกโทษให้กับทุกคน หรืออภัยสิ่งที่เขาทำกับเราไว้ทั้งหมดไม่เคืองใคร พยาบาทใคร แล้วใครที่ผมเคยทำความเดือดร้อนไว้ให้ ก็ขออภัยด้วย
"บ้านเราในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีความขัดแย้งที่สูงมาก เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากอุดมการณ์ก็ดี ความคิดทางการเมืองก็ดี นโยบายอะไรต่างๆ ที่ไม่ตรงกันจากนักการเมือง ทำให้ความขัดแย้งของนักการเมืองขยายต่อไปยังผู้สนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ ไปสู่ประชาชนเพราะฉะนั้น 5 ปีที่ผ่านมาคนไทยอยู่ด้วยความทุกข์ ไม่มีความสุขเท่าที่ควร ดูแล้วเราน่าจะเป็นบุคคลที่เป็นตัวกลางประสานคนไทยทั้งหลาย"
"ประการแรกอยากเห็นคนไทยทั้งประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาตลอดทุกช่วงเวลา 5 ปีไม่ว่าจะเป็นรายบุคคล รายคณะ จนถึงครั้งสุดท้ายที่ราชประสงค์ จึงอยากเห็นคนไทยให้อภัยซึ่งกันและก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ซะ ต้องลืมอดีตเพื่อที่จะดูปัจจุบันและอนาคตว่าประเทศชาติจะต้องเดินอย่างไร อย่าคิดถึงตัวหมู่คณะ ต้องคิดถึงชาติแล้ว
ต้องเริ่มที่นักการเมือง ถ้าลดการต่อสู้ทางการเมืองกันได้ ก็จะกระจายไปสู่ประชาชน เสื้อเหลือง เสื้อแดงทั้งหลาย แล้วจะเริ่มยังไงก็ต้องเริ่มจากนักการเมืองแล้วถึงไปเริ่มระดับต่อๆ ไป ทั้งระดับนักธุรกิจ นักศึกษา ครูบาอาจารย์ เราต้องการอะไร ก็คือต้องการทราบความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย แต่ขอร้องว่าต้องไม่มีเงื่อนไขกับเรา ผมก็เดินไปหา นปช.ที่เรือนจำกลางที่บางเขน ไปถามความรู้สึกเขาว่ารู้สึกไง เดินไปที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ว่ารู้สึกอย่างไรกับแนวทางที่ผมเดิน
ผมจะเริ่มสร้างถนนไปสู่การปรองดองก่อน อย่างที่ผมเคยยกตัวอย่างว่าพระอยู่บนเขาป่ารกทึบ คนก็ไม่ขึ้นไปบนวัดเลย เช้าท่านก็เดินลงจากเขามาถึงตีนเขาก็เดินขึ้นไปอยู่อย่างนี้เป็นเดือน ประชาชนก็ถามว่าเดินทำไม ทำไมไม่เข้าไปในหมู่บ้าน ท่านบอกว่าเดินเพื่อต้องการทำทาง ให้ประชาชนญาติโยมขึ้นไปทำบุญไหว้พระบนเขา ผมก็ได้ความคิดว่า เราจะต้องทำถนนทางเดินไปสู่ความปรองดองก่อน ถ้าเราไม่ทำถนนคนก็เดินไม่ได้"
พล.ต.สนั่น ประเมินผลว่า จากการเริ่มเคลื่อนไหวไปสู่กลุ่มขัดแย้งต่างๆ ขณะนี้เสื้อเหลือง เสื้อแดงพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นคล้ายคลึงกัน และน่าดีใจว่าทั้งสามกลุ่มสำคัญมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันมากและไม่มีเงื่อนไขในการเจรจา และหลังจากการไปคุยกับคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แล้วหากพรรคไหนพร้อมก็แจ้งว่าจะขอไปพบ
สำหรับประเด็นที่เห็นพ้องต้องกันคือ ความเสมอภาค ต้องให้ความเป็นธรรม อย่าสองมาตรฐาน เช่นมีคดีก็ต้องขึ้นศาลเหมือนกัน ส่วนอื่นเรื่องสถาบันเป็นเรื่องที่ทุกคนคนไทยต้องเทิดทูนเหมือนกัน ทั้งหมดนี้เมื่อเดินทางจบแล้วเราก็จะมาประมวลว่าความต้องการ ความเห็นของแต่ละพรรคเป็นอย่างไร
"ผมสบายใจ ผมเป็นห่วงสามหน่วยนี้ว่าพูดแล้วอาจจะมีเงื่อนไข แต่กลับไม่มีอะไรเลย ทุกฝ่ายอยากจะปรองดอง เห็นแนวทางที่ผมเดินถูกต้อง แต่ให้ผมไปพิจารณาความเห็นของแต่ละฝ่าย มารวมกันเมื่อไหร่ผมก็จะเอาทั้งหมดมาพิจารณาว่าจุดที่เราควรจะทำต่อไปอยู่ตรงไหน เราก็จะได้เชิญทุกฝ่ายเข้ามาพบปะพูดคุยกัน ซึ่งนั่นจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย
การเดินครั้งแรกของผมก็เป็นอย่างนี้ จะไปพรรคการเมืองให้หมดทุกพรรค แล้วก็ไปถามความเห็นจากครูบาอาจารย์ นักศึกษาทั้งหลาย ผมเดินเร็ว ถ้าจะเดินขึ้นเขาแบบพระท่านว่า ก็จะต้องอ้อมไปอ้อมมาเป็นปี แต่นี่เราเดินขึ้นตรง ทางลัดที่ทำขึ้นมาใหม่ก็ใช้เวลาน้อยกว่า ผมใช้เวลาไม่เท่าไหร่ก็น่าจะได้ข้อสรุปเรื่องปรองดองได้"
เสธ.หนั่น อธิบายว่า แนวคิดทั้งหมดนี้มาจาก "ประกายไฟ" ที่เกิดขึ้นในวัย 75 ปีและเดินหน้าทำด้วยตัวเองไม่เกี่ยวกับคนอื่น ส่วนคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่นายกฯเป็นคนริเริ่มตั้งขึ้นมาให้คนไทยปรองดองก็เดินไปไม่เกี่ยวกัน การทำของตนเองนั้นไม่ขัดข้อง และไม่แย่งใครทำ เราก็ทำของเราไป ท่านก็เดินของท่านไป
"ผมเพิ่งทำทางเดิน ถ้าไม่มีทางให้คนเดินก็ไปไม่ได้ ไม่มีทางที่สนธิจะมาคุยกับจตุพร (พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. หรือณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.) จะไปคุยกับประชาธิปัตย์ มันยาก แต่ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว ตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองมา30 กว่าปี ผมไม่ได้ทะเลาะกับใคร ผมเข้าได้ทุกพรรค พูดได้ทุกคน"
สิ่งสำคัญที่ทำให้ เสธ.หนั่น สามารถเข้ากับทุกกลุ่ม ได้ฉายาเป็น "มือประสานสิบทิศ" มาจากการรักษาคำพูดที่พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น จนทำให้เส้นทางที่เดินทุกคนเชื่อถือ เมื่อรวมกับความสัมพันธ์ในอดีตอย่าง วีระ มุสิกพงศ์ ที่คุ้นเคยร่วมทุกข์กันมาและเป็นผู้ชักชวนให้ เสธ.หนั่น เข้ามาเล่นการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือณัฐวุฒิ ที่ เสธ.หนั่น สนิทกับพ่อตาของณัฐวุฒิอย่างดี หรือสนธิ ก็รู้จักกันมานาน กว่า30 ปี
แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่ง เสธ.หนั่น ถือเป็นงานสุดท้ายที่จะรับหน้าที่ไปเจรจาหลังจากตกผลึกกับทุกกลุ่มในประเทศหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ เมื่อเห็นพ้องกันอย่างไรก็จะไปคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็สามารถติดต่อได้ แม้จะยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนก็ตามแต่เมื่อถึงเวลาก็จะมีทางติดต่อได้เอง
"ความสัมพันธ์กับทักษิณ รู้จักตั้งแต่สมัยเขายังเป็น ร.ต.อ. รู้จักคุ้นเคยกันดี พอมาเป็นนักการเมืองก็มีขัดกันบ้างอะไรบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ได้โกรธเคืองถึงขั้นเข่นฆ่ากัน เพราะฉะนั้นผมก็เดินได้ แต่จะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมได้เริ่มต้นทำทางเดินให้แล้ว ก็พอใจแล้ว แต่ถ้าสำเร็จก็ทำให้กับประเทศ ประชาชน จะได้เดินไปข้างหน้า ฐานะการเมืองการคลังเศรษฐกิจดีขึ้น
ขั้นตอนชัดๆ หลังจากนี้คือการเดินสายคุยจากฝ่ายการเมืองแล้ว ในส่วนนักวิชาการก็มีนัดคุยกับทางจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ไว้ ขณะที่ในส่วนของกองทัพก็ประสานไปยัง รมต.กลาโหม แล้วรอเวลาที่จะได้พูดคุย จากนั้นก็จะมาคุยกับหัวหน้าพรรค คุยกับนายกฯ เพื่อขอความเห็นชอบ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่สุด
เท่าที่ผมเดินมานี่ผมว่าโอกาสสูงที่จะสำเร็จ เพราะเราคิดตั้งเป้าว่า พูดกับ นปช.ก็ยาก พูดกับท่านสนธิก็ยาก พูดกับเพื่อไทยยาก แต่เมื่อไปแล้วเกิดปาฏิหาริย์ มีความคิดร่วมกันก็ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น พรรคต่างๆ ก็เห็นด้วย มองว่าทุกอย่างเกิดจากนักการเมือง ถ้านักการเมืองพูดกันได้ ทุกภาคส่วนของประชาชนที่ถือข้างพรรคไหนก็ตามไปด้วย ที่ไม่เห็นด้วยก็ค่อยๆ แก้ไขกันไป"
ทว่าเบื้องหลังการเดินหน้าปูทางปรองดองครั้งนี้ ถูกหลายฝ่ายออกมาดักคอว่าอาจจะมาจากเจตนาแอบแฝงหวังคะแนนเสียง หรือเก้าอี้นายกฯ แต่ เสธ.หนั่น ยืนยันว่า "พอแล้วผมพูดจนหมดแล้ว ขีดเส้นใต้แล้วว่านายกฯ ก็ไม่เป็น ผลประโยชน์ทางการเมืองไม่เอา ไม่ใช่หาเสียง ผมทำด้วยใจ ผมมีใจจริงที่จะทำให้เกิดความปรองดอง"
แม้วิกฤตครั้งนี้จะหนักหนากว่าทุกครั้ง แต่ เสธ.หนั่น ยังเชื่อมั่นว่าคนไทยยังมั่นใจว่าพูดกันรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะเอาแต่ได้ แต่ต้องเห็นพ้องต้องกันทั้งหมดว่า ขั้นที่สองเราจะเดินกันอย่างไร ก็มาปรึกษากัน ถ้าคุณยังเคียดแค้นกันอยู่ ไม่ก้าวข้าม คิดถึงอดีต ไม่มีทางปรองดองได้ ต้องเอาคำพูด เนลสัน แมนเดลา มา ที่บอกให้ชาวแอฟริกาใต้ทั้งหมดว่าให้ลืมอดีตเสีย แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ รู้จักให้อภัย เมื่อเราชนะแล้วต้องรู้จักเมตตากรุณากับผู้ที่แพ้เรา
"การเมืองเมื่อก่อนไม่เล่นกันแรงขนาดนี้ เข้าสภาก็ว่ากันไป แต่มาสมัยนี้เล่นหนักมาก ต้องทำความเข้าใจกัน ขอให้ลืมอดีต ข้ามความสูญเสียทั้งหลาย ทุกครั้งต้องมีความสูญเสีย ตั้งแต่จอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ เหตุการณ์ 14 ต.ค. 16 ต.ค. 17 พ.ค. 7 ต.ค. ถ้าเราไม่ลืม ไม่ให้อภัย ก็เรียกร้องไม่ได้อะไร แต่ต้องให้เป็นบทเรียนคอยเตือนสติว่าอย่าทำอย่างนี้
...ผมไม่เป็น ใครจะเป็นให้เขาจะได้เป็นนายกฯ สบาย หรือขณะที่ผมทำงาน ใครจะเสนอเรื่องคนกลางเป็นนายกฯ ก็เชิญ ผมไม่เป็นหรอก คนเจตนาดีทั้งนั้น ประชาชนทุกหมู่เหล่าก็อยากเห็นผมมาแก้ปัญหาชาติ ก็บอกทุกคนว่าผมช่วยแก้ แต่นายกฯ ผมไม่เป็น ถ้าผมทำงานเรื่องนี้สำเร็จ ผมใหญ่กว่าการเป็นนายกฯ อีกหลายสิบเท่า หลายร้อยเท่า และก็จะเลิกวางมือทางการเมืองเลย ก็จะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายของตัวเอง ตกปลา ไดหมึก ประวัติศาสตร์ก็จะจารึกชื่อผมว่าเป็นคนแก้ปัญหาของชาติได้ทำดีทำสำเร็จแล้ว ไปเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 เดือนก็ถูกด่ากลับมาใหม่"
แมว 9 ชีวิต
ฝ่ามรสุมชีวิตมาหลายลูกเริ่มตั้งแต่เหตุการณ์สมัย 26 มี.ค. 2520 ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เมื่อครั้งหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เริ่มไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร จน พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ มีแนวคิดที่จะปฏิวัติซ้อน
ทว่าภายหลังจากลงมือปฏิบัติ พรรคพวกที่กำหนดว่าจะออกมาร่วมปฏิวัติซ้อนไม่ได้ออกมาเยอะอย่างที่ตกลงกันไว้ ทำให้ปฏิวัติไม่สำเร็จ จากการตกลงครั้งนั้น มีการเตรียมเครื่องบินให้ พล.อ.ฉลาด หลบหนีไปไต้หวัน แต่ประมาณ 4 ทุ่ม ยังไม่ทันได้นำเครื่องขึ้นตามเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่กลับบอกว่าเครื่องเสียขัดข้อง และนำตัว พล.อ.ฉลาด ลงมาพร้อมปลดอาวุธ ใส่กุญแจมือก่อนนำตัวไปคุมขัง
พล.ต.สนั่น หรือ พ.ท.สนั่น ฝ่าย เสธ.ของ พล.อ.ฉลาด ขณะนั้น ถูกซ้อม จนซี่โครงหักก่อนนำตัวไปขังแยกกันกับ พล.อ.ฉลาด โดย เสธ.หนั่น ถูกขังเดี่ยวอยู่ที่คุกของทหาร ต่อมา 21 เม.ย. พล.อ.ฉลาด ถูกตัดสินประหารชีวิต และ เสธ.หนั่น ถูกจำคุกตลอดชีวิต ก่อนถูกส่งตัวเข้าเรือนจำบางขวาง ติดคุกอยู่ 8 เดือน 8 วัน ก่อนได้รับนิรโทษกรรม
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เปลี่ยนแนวความคิดถ้ากลับไปรับราชการทหารก็ไม่มีโอกาสได้เจริญเติบโตได้ จึงมาลงสู่การเมืองทั้งที่ไม่เข้าใจการเมืองเลย ไม่รู้เลยว่าการเมืองเขาจะเดินไปอย่างไร"
ตอนนั้นเริ่มต้นการเมืองในวัย 42 ปี กับพรรคประชาธิปัตย์ตามคำชักชวนของวีระ มุสิกพงศ์ เริ่มงานการเมืองครั้งแรกปี2521 ปีต่อมาได้เป็นกรรมการบริหารพรรคและขยับเป็นรองหัวหน้าพรรค ตั้งแต่ปี2523-2526 จนกระทั่งเกิดกลุ่ม 10 มกราฯจึงได้ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เรื่อยมาจนถึง 2543
ก่อนจะถูกเว้นวรรคการเมือง 5 ปี กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แม้ต่อมาพยายามจะปลุกปั้นพรรคมหาชน แต่กลับไปไม่ถึงฝั่งฝันก่อนมาร่วมหัวจมท้ายกับพรรคชาติไทยพัฒนาในที่สุด ก่อนจะกลับมาเป็นรองนายกฯ อีกครั้งในปี2550
ผ่านมา 30 ปี "เสธ.หนั่น"กลายเป็นแมว 9 ชีวิต ที่ไม่ได้ห่างหายจากตำแหน่งบริหาร เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 4 กระทรวง5 สมัย ทั้งคมนาคม เกษตรและสหกรณ์ อุตสาหกรรมและมหาดไทย
เป็นรองนายกฯ มาแล้ว 6 สมัย ใน 7 รัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.ชาติชายชุณหวัณ ชวน หลีกภัย 1 และ 2 สมัครสุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ
เสธ.หนั่น ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดว่า การจะฝ่าฟันอุปสรรคต้องมีความอดทน ถ้าเป็นนักสู้อย่าท้อแท้ เราตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปถึงตรงไหนก็ต้องทำต่อไป การทำงานหรือการเดินทางมีอุปสรรคทั้งนั้น ตลอดเส้นทางที่เราคิดว่าจะไปถึงก็มีอุปสรรค ต้องหาทางแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้นต่อไป
คงต้องติดตามต่อไปว่า เสธ.หนั่น จะปิดท้ายเส้นทางการเมืองด้วยตำแหน่งสูงสุดแค่รองนายกฯ หรือไม่







