
สนช.ผ่านกม.ตั้ง "กองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา" ให้รัฐประเดิม1พันล้าน
สนช.เห็นชอบกฎหมายตั้ง "กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา" ให้รัฐประเดิม 1,000 ล้านบาท แก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทย
สนช.เห็นชอบกฎหมายตั้ง "กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา" ให้รัฐประเดิม 1,000 ล้านบาท แก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทย
เมื่อวันที่4 เม.ย. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 147 ต่อ 1 คะแนนเห็นชอบให้ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประกาศใช้เป็นกฎหมาย
ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ คือ จัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ อาทิ ให้ความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฐมวัย ได้รับการพัฒนา การสนับสนุนเงินและค่าใช้จ่ายให้แก่เด็ก เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส จนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน
มาตรา 7 กำหนดให้กองทุนด้วยเงินและทรัพย์สิน ประกอบด้วย 1.เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน 2.เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นทุนประเดิมจำนวน 1 พันล้านบาท 3.เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปีตามแผนการใช้เงินที่คณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว 3.เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปีตามแผนการใช้เงินที่คณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นอบ 4.เงินรายได้ที่ได้รับจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด 5.รายได้จากการดำเนินงานและการลงทุนของกองทุน 6.เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ 7.ดอกผลของเงินและทรัพย์สินของกองทุน
ขณะที่ การอภิปรายส่วนใหญ่ได้แสดงความคิดเห็นสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวในเชิงหลักการ แต่นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกสนช. และ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ เสนอให้เพิ่มมาตรา 47/1 ไว้ในบทเฉพาะกาล โดยกำหนดให้ในวาระเริ่มแรก 3 ปี ให้รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนให้กองทุนฯไม่น้อยกว่า 5% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาของปีงบประมาณก่อน โดยในการจัดสรรเงินดังกล่าวให้คำนึงถึงฐานะการเงินของประเทศ และความจำเป็นในการใช้เงินประกอบกับขีดความสามารถในการใช้เงินของกองทุนประกอบด้วย
นายประสาร กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องให้กฎหมายกำหนดตัวเลข5%ตามมาตรา 47/1 หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากหากไม่กำหนดขั้นต่ำไว้จะเป็นปัญหาในการทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุนและทำให้กฎหมายนั้นไม่มีพลังในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ย่อมมีผลให้การดำเนินการตามกฎหมายไม่ต่อเนื่อง เพราะการทำงานเรื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควรถึงจะทำให้เกิดรูปธรรม
นายประสาร กล่าวว่า สำหรับตัวเลข 5% มาจากการรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา โดยพบว่ามีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก เด็กบางกลุ่มเข้ารับการศึกษาช้า เพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงเป็นการเสียโอกาสของเด็ก ดังนั้น ถ้ามีการกำหนดจำนวน 5% ตามมาตรา 47/1 จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนมากขึ้น
"แนวทางนี้เป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้นทางและถ้าดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า มิฉะนั้น เราต้องไปถกเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ปลายทางในเวทีต่างๆเสมอ ทำไมไม่ลงทุนด้วยเงินจำนวนนี้ ซึ่งไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่แล้ว" นายประสาร กล่าว
นายประสาร กล่าวว่า มาตรา 47/1 ควรอยู่ในร่างกฎหมายและหากกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนและความเป็นอิสระในการจัดการ กองทุนใหม่นี้อาจเป็นเพียงหนึ่งกลไกแบบเดิมและไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป
ด้าน นายตวง อันทะไชย สมาชิกสนช.และรองประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าว่า ปัจจุบันมีกองทุนเป็นจำนวนมากอยู่แล้วเป็นเงินมากกว่าแสนล้านบาท นอกจากนี้ ตัวเลขคนยากจนในแต่ละปีไม่มีความแน่นอน ดังนั้น การกันงบประมาณไว้เป็นจำนวนแน่นอนในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการจัดสรรงบประมาณควรให้สอดคล้องกับข้อมูลความจริง
อย่างไรก็ตาม ต่อมานพ.เฉลิมชัย ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่าได้ขอถอนการเสนอมาตรา 47/1 ออก ภายหลังตัวรัฐบาลยืนยันว่าจะนำข้อเสนอตามมาตรา 47/1 ไปนำไปปฏิบัติต่อไปแม้จะไม่ได้อยู่ในกฎหมายก็ตาม







