
แบงก์ฟันธงบาทแข็งต่อ
ตลาดเงินไม่ขานรับมาตรการสกัดทุนเข้าที่ผ่าน ครม. ส่งผลค่าเงินบาทแข็งต่อจนถึงสิ้นปี กสิกรหวั่นกระทบเศรษฐกิจ
ตลาดเงินไม่ขานรับมาตรการสกัดทุนเข้าที่ผ่าน ครม. ส่งผลค่าเงินบาทแข็งต่อจนถึงสิ้นปี กสิกรหวั่นกระทบเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า มาตรการบรรเทาผลกระทบค่าเงินบาทของรัฐบาลที่ออกมาไม่สามารถฝืนทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท เห็นได้จากการที่เงินบาทกลับมาแข็งกว่าระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีแนวโน้มว่าเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 2829 บาทต่อเหรียญสหรัฐในสิ้นปีนี้ อาจนำมาสู่ผลกระทบในวงที่กว้างขึ้นต่อภาคเศรษฐกิจจริง เนื่องจากการชะลอตัวของภาคการส่งออก
อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ออกมาช่วยเยียวยาผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่ผู้ประกอบการได้รับ และช่วยดูแลความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้สอดคล้องไปกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง
นักค้าเงินจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาพูดว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่า ทำให้ธนาคารและผู้ส่งออกต่างเทขายเงินเหรียญสหรัฐออกมา
นอกจากนี้ คืนวันที่ 12 ต.ค. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประชุมเพื่อออกมาตรการกระตุ้นโดยปล่อยเงินเหรียญออกมามากขึ้น ซึ่งเงินเหรียญสหรัฐจะด้อยค่าเมื่อมีปริมาณมากขึ้น ทำให้อ่อนค่าลงไปอีก ส่งผลให้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก โดยมองว่าจะแข็งค่าไปถึง 29.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
แหล่งข่าวจากธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ลูกค้าส่งออกทำแผนล่วงหน้าไว้แล้ว แต่เนื่องจากค่าบาทแข็งแตะ 29 บาท เร็วกว่าที่เคยคาดว่าจะแข็งในอีก 12 เดือน ก็ทำให้ผู้ส่งออกต้องอยู่ในสภาพขาดสภาพคล่องทันที โดยธนาคารกรุงไทยพร้อมจะดูแลกรณีเป็นลูกค้าเก่าของธนาคาร แต่หากเป็นลูกค้าจากธนาคารอื่นซึ่งไม่เคยรู้จัก อาจต้องอาศัยกระทรวงการคลังออกมาตรการเพิ่มเติมมาช่วยเหลือ อาทิ การเป็นผู้ค้ำประกัน หรือจัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การแทรกแซงค่าเงินบาทเป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจากการหารือกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ที่สหรัฐ ก็มีท่าทีกังวลต่อค่าเงินบาทที่จะแข็งค่าขึ้น ซึ่งในเชิงยุทธศาสตร์คาดว่าน่าจะมีการตัดสินใจในภาคีของธนาคารชาติของกลุ่มประเทศในอาเซียนเพื่อออกมาตรการร่วมกัน ซึ่งจะมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในการดูแลเรื่องค่าเงินของอาเซียนมากขึ้น







