
ประกันรายได้สำลักน้ำ ข้าว มัน ข้าวโพดอ่วม
ปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง ภาคอีสานและเหนือกำลังสร้างปัญหาให้กับเกษตรกร เพราะพื้นที่เพาะปลูกนับแสนไร่กำลังจมบาดาล
ปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง ภาคอีสานและเหนือกำลังสร้างปัญหาให้กับเกษตรกร เพราะพื้นที่เพาะปลูกนับแสนไร่กำลังจมบาดาล
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง ภาคอีสานและเหนือกำลังสร้างปัญหาให้กับเกษตรกร เพราะพื้นที่เพาะปลูกนับแสนไร่กำลังจมบาดาล
แม้ราคาสินค้าเกษตรในช่วงนี้จะดีต่อเนื่อง แต่ชาวไร่ชาวนากลับไม่ได้เก็บเกี่ยวประโยชน์โภชผลอย่างเต็มที่
โดยกระทรวงการคลังระบุว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือน ส.ค. 2553 ถือว่าสูงขึ้นถึง 31% ขณะที่รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น 17%
แต่ที่น่าเศร้าคือดัชนีปริมาณผลผลิตเกษตรกรที่ออกสู่ตลาด กลับลดลงถึงขั้นลบ 4.2% เป็นการลดลงต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมาซึ่งติดลบเช่นกันที่ลบ 2.5%
เท่ากับว่าตอนนี้ ในนามีแต่น้ำ แต่ในยุ้งฉางไม่มีข้าว เงินทองจะเอามาจากไหน...
แม้ภาพที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินลุยน้ำฝ่าสายฝน ลงไปดูพื้นที่ความเสียหายน้ำท่วมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างคะแนนเสียงให้รัฐบาลจมหู
สวนทางกับฝ่ายพลพรรคเสื้อแดง ที่ทำกิจกรรมในกรุงเทพฯ ทำให้การจราจรติดขัดทั้งวัน
เรียกว่างานนี้นายกรัฐมนตรี “ตีกิน” คะแนนเสียงจากชาวบ้าน ที่เคยน้อยใจว่าไม่มีคนระดับรัฐมนตรีลงไปดูแลปัญหาในต่างจังหวัด
นายอภิสิทธิ์ยังรับปากชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมว่ารัฐบาลจะเดินหน้าประกันรายได้เกษตรกร ควบคู่กับความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่เกษตรกรจะได้รับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตามหลักการแล้ว ไม่ว่าเกษตรกรจะมีผลผลิตออกมาหรือไม่ ถ้าทำสัญญาประกันรายได้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เอาไว้ ก็จะได้ “ส่วนต่าง” ระหว่างราคาอ้างอิงกับราคาที่รัฐบาลประกันแน่นอน
แต่ปัญหาที่เจอขณะนี้พบว่า ด้วยสถานการณ์ตลาดสินค้าเกษตรที่ดีอย่างคาดไม่ถึงในปีนี้ ทำให้สินค้าหลายรายการราคาพุ่งพรวด โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด
สุดท้ายทำให้ราคาอ้างอิงซึ่งก็คือราคาตลาด ณ ปัจจุบัน พุ่งสูงกว่าราคาประกันรายได้
นั่นหมายความว่า จะมีสินค้าเกษตรบางรายการที่ไม่มี “ส่วนต่าง” ของการชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกร
นั่นหมายความว่า ถ้าเกษตรกรที่พื้นที่ปลูกไม่ได้จมน้ำก็สบายไป เพราะจะนำผลผลิตไปขายได้ราคาดี ในช่วงที่ตลาดสินค้าเกษตรกำลังบูมสุดๆ
ขณะที่เกษตรกรที่โชคไม่ดี ถูกน้ำท่วมผลผลิตเสียหาย ก็ต้องวัดดวงดูว่าอยู่ในข่ายที่ได้เงินชดเชยประกันรายได้จากรัฐบาลหรือไม่
แหล่งข่าวจาก ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ราคาสินค้าเกษตรดีมาก เช่น มันสำปะหลังกิโลกรัมละ 2-3 บาท ข้าวโพดกิโลกรัมละ 7-8 บาท ส่วนข้าวก็ตันละหมื่นบาทขึ้นไป
“เท่าที่ดีดูแล้วส่วนใหญ่ราคาอ้างอิงจะสูงกว่าราคาประกัน ดังนั้น โอกาสที่เกษตรกรจะได้รับเงินประกันชดเชยรายได้ถือว่าค่อนข้างน้อย” แหล่งข่าวระบุ
ที่ผ่านมาถือว่าเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวหลักๆ เช่น ภาคอีสาน เข้าร่วมโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะในปีที่สองซึ่งเกษตรกรมีความเข้าใจโครงการมากขึ้น และทาง ธ.ก.ส.ได้ออกไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้เข้าใจอย่างชัดเจน ป้องกันปัญหาในภายหลัง
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เกษตรกรที่ไม่อยู่ในข่ายได้เงินชดเชยประกันรายได้ยังมีสิทธิจะได้รับเงินช่วยเหลือความเสียหายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ขณะที่ทาง ธ.ก.ส.ก็จะมีการช่วยเหลือด้วยการลดดอกเบี้ยสินเชื่อให้ แต่ขณะนี้ยังไม่ค่อยมีเกษตรกรมาลงทะเบียนกับ ธ.ก.ส.มากนัก เพราะมุ่งไปลงทะเบียนขอความช่วยเหลือที่อำเภอก่อน
“ทางอำเภอจะช่วยเป็นเงิน ส่วน ธ.ก.ส.จะช่วยในเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้” แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวระบุว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือชาวนาและชาวไร่จริงๆ ก็อาจจะมีการปรับปรุงกลไกราคาอ้างอิงให้ต่ำลง เพื่อทำให้เกิดส่วนต่างของราคา
...แต่จะมีปัญหาคือโรงสีและผู้ส่งออกจะกดราคารับซื้อผลผลิตทันที กลายเป็นดาบสองคม ส่งผลในทางลบต่อชาวบ้าน
หรืออีกวิธีหนึ่ง คือรัฐบาลขยับราคาประกันรายได้ขึ้นไปให้สูงหรือเหนือกว่าราคาอ้างอิง ก็ถือเป็นอีกวิธีที่สร้างให้เกิดส่วนต่างของราคาทันที
แต่ผลเสียคือรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการชดเชย และในปีหน้าจะถูกกดดันจากเกษตรกรไม่ให้ตั้งราคาประกันที่ต่ำกว่ามาตรฐานในปีนี้
ถือว่าปลายปีนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ “งานเข้า” เพราะเหมือนกับรัฐบาลไปโปรยเงินหาเสียงเอาไว้ แต่พอชาวบ้านจะไปขึ้นเงินกลับบอกว่าไม่ได้
ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ จะอธิบายด้วยหลักการและเหตุผลเป็นหางว่าวก็ไม่เข้าหู ดังนั้น รัฐบาลจึงน่าจะเตรียมทางออกสำหรับเรื่องนี้เอาไว้ได้แล้ว
ไหนๆ ก็จะขึ้นค่าแรงให้ชนชั้นกรรมาชีพอยู่รอมร่อแล้ว
ปรับขึ้นเงินประกันรายได้ให้เกษตรกรอีกสักนิดจะเป็นไรไป
ในเมื่อกระทรวงการคลังก็คุยโวว่าเก็บรายได้เกินเป้า 3 แสนล้านบาท พร้อมกับงัดแคมเปญฝนตกทั่วฟ้ามาหาเสียงอยู่แล้ว
ฟันธงเปรี้ยง!!! ถ้ารัฐบาลลอยตัวเหนือปัญหา ระวังว่าจะมีม็อบออกมาตอนปลายปี







