
ระบบมาดริดกับเครื่องหมายการค้า
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีจำนวนมาก เฉพาะที่อยู่ภายใต้องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลกก็มีมากกว่า 20 ความตกลงแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไทยไม่ได้เป็นสมาชิก อาจจะเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ ฯลฯ ก็เลยกลัวกัน แล้วพอความกลัวเข้าครอบงำแล้ว ก็ขอไม่เอาไว้ก่อน ใครมาปลุกปั่นยุยงว่าต่างชาติจะได้ประโยชน์ก็ยิ่งเห็นด้วยกันใหญ่
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าการออกกฎหมาย การปรับปรุงกฎหมาย การเข้าเป็นสมาชิกความตกลงระหว่างประเทศบางความตกลง ต้องใช้เวลา 5
–10 ปี ตัวอย่างเช่น การออกกฎหมายสิทธิบัตร มีการร่างกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ก็มีแต่ร่าง ยังไม่มีวิญญาณ แม้แต่สมัยท่านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ยังทำไม่สำเร็จ มาสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2522 ซึ่งนับเป็นพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฉบับแรกของไทย หรืออย่างการเข้าเป็นสมาชิกความร่วมมือด้านสิทธิบัตรก็ใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพิ่งเข้าเป็นสมาชิกได้เมื่อปี พ.ศ. 2552 นี้เอง ซึ่งความยากเย็นนั้นไม่ได้เกิดจากภายนอก แต่เกิดจากภายในของเรากันเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากความไม่รู้ไม่เข้าใจแน่นอนว่าความตกลงบางอย่างก็อาจจะเป็นผลเสียต่อประเทศไทย แต่บางอย่างก็เป็นผลดีอย่างมากต่อนักคิด นักประดิษฐ์ และนักธุรกิจของไทย ยิ่งการที่ประเทศมีเศรษฐกิจที่เรียกกันอย่างหรูหราว่า เศรษฐกิจฐานความต้องการสร้างตราสินค้าของตนเอง ตราสินค้าของคนไทยนั้นค่อนข้างเป็นที่นิยมในตลาดเอเชียตะวันตก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว พอส่งออกไปดีๆ ก็พบว่าถูกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง เสื้อผ้า กระเป๋า กุญแจ เครื่องสำอาง น้ำมันพืช แม้แต่ลูกโป่ง ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ (แต่เรือรบนั้น ไทยคงยังผลิตไม่ได้ ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า อย่าหาว่าดูถูกกันเองเลย เอาว่าเป็นคำพังเพยไปก่อนก็แล้วกัน) ก็ถูกปลอมมาแล้วทั้งนั้น
เราก็ไปไล่จับเขาเหมือนที่ต่างชาติมาไล่จับเราเหมือนกัน เพียงแต่อาจจะไม่เป็นข่าวดังๆ หรือบางทีก็ไปไล่จับเขาไม่ได้เพราะดังได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่า เรื่องของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมถึงเครื่องหมายการค้านั้น จดที่ไหนคุ้มครองที่นั่น แต่การไปตระเวนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศมันแพง ยิ่งต้องจ้างบริษัทกฎหมายต่างชาติเป็นตัวแทนจดทะเบียนก็ยิ่งสู้ไม่ไหว ก็เลยช่างมันเถอะ มี Order มาก็ทำส่งๆ แล้วแต่ผู้นำเข้า แค่ผลิตส่งก็รวยไม่รู้เรื่อง และทำกันแทบไม่ทันแล้ว ในที่สุดพอขายดีมากๆ เข้าผู้นำเข้านั่นแหละเขาไปจดเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อไว้แล้วก็แจ้งจับ หรือไม่ก็เรียกไปคุยให้ซื้อยี่ห้อของตัวเองไป ขึ้นอยู่กับว่ามีคนผลิตได้ในประเทศเขาเองหรือไม่ ถ้ามีผลิตได้ก็เลิกนำเข้าไปเลย ถ้าไม่ได้เขาก็อาจจะคุยกับเราเพื่อให้ซื้อยี่ห้อกลับมาได้ ก็นับว่าเป็นวิบากกรรมกันไป
แต่เรื่องการจดที่ไหนคุ้มครองที่นั่น ไม่รวมเรื่องของลิขสิทธิ์เพราะไม่ต้องจด ทันทีที่ลงทุนลงแรงทำออกมาก็เป็นเจ้าของได้รับการคุ้มครองโดยไม่ต้องไปจดที่ไหน กฎหมายระหว่างประเทศเขารับรองไว้ ผู้เขียนเองจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ไว้บ่อยๆ ให้ขึ้นใจกันไปเลย เพราะผู้เขียนเอาสมัยก่อนที่จะมารับผิดชอบก็ยังสับสนอยู่เสมอ แล้วเมื่อวันก่อนนี้ เมื่อผู้เขียนอ่านหนังสือว่าด้วย แฟรนไชส์ (Franchise) ของกรมกรมหนึ่งที่ออกเป็นคู่มือให้กับประชาชน ก็อดหัวเราะ ฮึๆ ไม่ได้ ว่านี่เจ้าหน้าที่เขาไม่เอาใจใส่เรื่องนี้กันโดยสิ้นเชิงเลย หรือเพราะแม้จะเป็นคนละกรมกัน แต่ก็กระทรวงเดียวกัน แถมเจ้ากรมก็ยังเป็นอดีตกรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วย แต่เจ้าหน้าที่เขียนเรื่องการจดเครื่องหมายการค้าเพื่อทำ Branding เพื่อจะให้แฟรนไชส์ต่อไปว่า เป็นการจดลิขสิทธิ์ ที่พูดนี้ก็เพื่อเป็นเหตุผลว่า ทำไมผู้เขียนพยายามย้ำนักหนาว่าลิขสิทธิ์นั้นไม่ต้องจดทะเบียน
กลับมาเรื่องเครื่องหมายการค้ากันดีกว่าว่าระบบมาดริดให้ประโยชน์อย่างไร และอะไรคือระบบมาดริดเป็นการเรียกรวมๆ ทั้งความตกลงมาดริด และพิธีสารมาดริด (Madrid Agreement และ Madrid Protocol) เป็นระบบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ ที่ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนเพียงครั้งเดียวในประเทศเดียว เห็นไหมเริ่มมาแล้ว ที่จริงพูดมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะท่านนักธุรกิจ ผู้ส่งออกทั้งหลายก็คงจะพอเริ่มมองเห็นประโยชน์แล้ว แต่เนื่องจากเนื้อที่หมดพอดี ผู้เขียนขอไปต่อคราวหน้าดีกว่า







