posttoday
วิกฤตผู้เฒ่า 4.0

วิกฤตผู้เฒ่า 4.0

15 มีนาคม 2561

เดี๋ยวนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้คนแก่อายุยืนนานขึ้นและแข็งแรงขึ้น จึงทำให้คนแก่ที่เกษียณแล้วเหลือเวลาในการใช้ชีวิตนานขึ้น

โดย...นายป.

เดี๋ยวนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้คนแก่อายุยืนนานขึ้นและแข็งแรงขึ้น จึงทำให้คนแก่ที่เกษียณแล้วเหลือเวลาในการใช้ชีวิตนานขึ้น

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ค่าใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายชีวิตที่ต้องใช้กับการกินอยู่ในชีวิตประจำวัน กับค่าดูแลสุขภาพที่เริ่มจะเสื่อมถอยย่อมสูงมาก ยิ่งอนาคตคนแก่แนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ลูกหลานไม่ดูแลเพราะมีลูกน้อย

ไม่ต้องพูดถึงสวัสดิการสังคมภาครัฐที่มีอยู่น้อยนิด อาทิ เงินเบี้ยยังชีพ 600-1,000 บาท/เดือน ประกันสังคม หรือกองทุนการออมแห่งชาติ รวมๆ กันแล้วคงไม่พอยังชีพมากสุดไม่เกิน 3,000 บาท 

อีกไม่กี่ปีข้างหน้าสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ลักษณะผู้เฒ่ายุคใหม่ คือ การศึกษาสูง แต่งงานช้า มีลูกตอนแก่และมีลูกน้อย

ดังนั้น จึงทำให้อนาคตจะขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่มาทดแทนเพราะผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น เด็กเกิดใหม่น้อยลง เติบโตไม่ทันมาทดแทนแรงงานรุ่นพ่อรุ่นแม่ จึงนำมาสู่ปัญหาขาดแคลนแรงงานใหม่มาทดแทน

อาทิ ภาคเกษตร เมื่อผู้สูงอายุอายุมากขึ้นสุขภาพร่างกายถดถอยการทำงานผลิตทางการเกษตรย่อมทำไม่ได้ ขณะที่ภาคราชการ ในอนาคตจะขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะหรือความเชี่ยวชาญพิเศษ

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม แรงงานจะถูกทดแทนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เช่น หุ่นยนต์ ดิจิทัล ดังนั้น ผู้เฒ่ายุค 4.0 ถ้าไม่มีเงินออมเยอะๆ หรือ ลูกหลานเยอะๆ รับรองไม่มีกินแน่นอน

ทางออกเดียวคือ ต้องออมมากขึ้น หรือไม่ก็ต้องทำงานหลังเกษียณ ดังนั้นการขยายตลาดแรงงานผู้สูงอายุ หรือให้ผู้สูงอายุอยู่ทำงานต่อไปให้นานขึ้นเป็นการช่วยแก้ปัญหาสังคม

ปัญหาผู้เฒ่ายุค 4.0 จึงเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ไม่ใช่คิดว่าคนแก่จะทำงานไม่ได้หลังเกษียณ เพราะสิ่งที่คนแก่มี คือ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญและทักษะการทำงาน

ดังนั้น ต้องมีการศึกษาเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า อายุไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน หรืออาจต้องพัฒนาฝีมือแรงงานผู้สูงอายุให้หัดประกอบอาชีพอิสระหรืออาชีพส่วนตัว เพื่อจะได้มีรายได้เลี้ยงชีพหลังเกษียณเพื่อให้มีเงินประทังชีพ

จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลในฐานะผู้จ้างงานรายใหญ่ที่สุดในตลาดแรงงานของประเทศควรนำร่อง วางแผนการขยายตลาดแรงงานผู้สูงอายุ

แต่สิ่งสำคัญของการขยายตลาดแรงงานผู้สูงวัย คือ ภาครัฐไม่ควรออกมาเป็นมาตรการภาคบังคับ แต่ควรสร้างแรงจูงใจ หรือรูปแบบที่มีความหลากหลายในการจ้างแรงงานผู้สูงอายุเพื่อให้ภาคเอกชนนำไปประยุกต์ใช้ เนื่องจากศักยภาพของผู้ประกอบการมีความแตกต่างกันไป หรือควรสนับสนุนให้มีกฎหมาย หรือกองทุนให้กับสถานประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อมสามารถให้ความร่วมมือได้

เช่น ควรสนับสนุนให้มีการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการสร้างฐานข้อมูลอาชีพหรืองานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ หรือ สนับสนุนให้มีการปรับกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริษัทเอกชนในปัจจุบันดำเนินการอยู่ในรูปกิจการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ให้เอื้อต่อสวัสดิการสําหรับผู้สูงอายุมากขึ้นโดยเฉพาะการให้โอกาสทํางานหลังวัยเกษียณ เป็นต้น

ดังนั้นภาครัฐจึงควรเริ่มต้นขับเคลื่อนตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้เกิดการขยายตัวตลาดแรงงานผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องหรือทำอย่างไรให้ตลาดแรงงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนมีความยืดหยุ่นในการจ้างแรงงานผู้สูงอายุต่อไปดังนั้นการขยายตลาดแรงงานผู้สูงอายุ หรือ ให้ผู้สูงอายุอยู่ทำงานต่อไปให้นานขึ้นเป็นการช่วยแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนได้

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว