
วิทยาศาสตร์หักล้างปากคำพยาน ตร.สรุปคดีจับ'ครูปรีชา'
"คำให้การของครูปรีชา ตำรวจใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์พิสูจน์ตามคำให้การ และพบว่ามันขัดแย้งกัน ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์"
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
แม้ไม่มีคำตอบชัดจากการแถลงข่าว อย่างเป็นทางการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ว่าใครเป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 5 ใบ เงินรางวัล 30 ล้านบาท ในคดีอ้างกรรมสิทธิ์ระหว่าง ปรีชา ใคร่ครวญ และ ร.ต.ท.จรูญ วิมล แต่การออกหมายจับปรีชา และ รัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เป็นพยานฝ่ายของปรีชาในข้อหาแจ้งความเท็จก็ทำให้เกิดความกระจ่างในระดับหนึ่ง
"ตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญา ส่วนคดีแพ่งนั้นเป็นเรื่องของคู่กรณีที่จะไปฟ้องร้องคดีแพ่งกันเอง และศาลจะตัดสินว่าใครเป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง ตำรวจไม่มีหน้าที่ไปชี้ว่าใครคือเจ้าของ และจะไม่ก้าวล่วงในส่วนคดีแพ่งอย่างเด็ดขาด ขณะนี้คดียังเพิ่งเริ่มต้น และต้องสืบสวนต่อไปแน่นอน" คำอธิบาย พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ระบุว่าจะไม่ก้าวล่วงการพิจารณาคดีของศาลแพ่ง ทำให้เข้าใจเหตุผลได้ว่า ทำไมตำรวจ จึงไม่สรุปว่า ใครเป็นเจ้าของสลาก ตัวจริง
ผบ.ตร.ไล่เลียงการสืบสวนสอบสวนที่ผ่านมาว่า หลังจากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายแจ้งความกันไปมาตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. 2560 ร.ต.ท.จรูญอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์และรับของโจร จึงได้มาพบกับ พล.ต.ท. ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ท. ฐิติราช จึงทำหนังสือมาหารือ จึงสั่งให้ บช.ก.โอนคดีมาจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (บช.ภ.7) เพื่อให้กองปราบปรามดำเนินการต่อ
"ส่วนตัวไม่ทราบว่าทำไมครูปรีชาถึงไปแจ้งความเท็จ แต่หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถต่อสู้ได้อีก หรือหากมีพยานหลักฐานมาหักล้างก็เป็นสิทธิที่กระทำได้"
ขณะที่ พล.ต.ท.ฐิติราช อธิบายว่า คดีอาญาระหว่างทั้งสองคนนั้น ร.ต.ท.จรูญ ให้การโดยไม่มีพยานมา กล่าวอ้างได้เลย ซึ่งถือว่าตัดโอกาสตัวเองที่ไม่มีอะไรมารองรับคำให้การ แต่ในส่วนของปรีชาให้การโดยมีพยานอ้างอิงประกอบทั้งหมด ตำรวจก็เดินหน้าต่อในส่วนของคำให้การของปรีชา
"แต่คำให้การของปรีชา ตำรวจใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์พิสูจน์ตามคำให้การ และพบว่ามันขัดแย้งกัน ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เราให้โอกาสเขาชี้แจง เอาไปให้ดูว่าหลักฐานมันขัดกันนะกับสิ่งที่เขาพูด เข้าใจผิดหรือไม่ หรืออยากทำความเข้าใจกันใหม่หรือไม่ มีอะไรที่จะพูดใหม่หรือไม่ ปรีชาก็ยืนยันคำให้การ ซึ่งก็เป็นสิทธิของเขา แต่ตำรวจต้องดำเนินการต่อ กระทั่งขอศาลอาญาออกหมายจับปรีชาและ รัตนาภรณ์ เพราะหลักฐานที่เราไปยื่นขอศาลออกหมายจับต่อศาลมันชัดเจน"พล.ต.ท.ฐิติราช อธิบาย
"เขารู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง แต่เอาเรื่องมากลั่นแกล้งแจ้งความอันนี้ชัดเจนพิสูจน์ได้ การสอบสวนของ บก.ป.สามารถพิสูจน์ทราบได้ หลักฐานของเราเกินครึ่งเป็นนิติวิทยาศาสตร์ ขัดแย้งกับพยานบุคคลที่ให้การในคดียักยอกทรัพย์ในตอนแรก เมื่อเชิญพยานคนเดิมมาสอบปากคำใหม่ ก็ให้การเปลี่ยนไป พยานบางปากบอกว่า ตอนให้การกับพนักงานสอบสวนในตอนแรกไม่ได้อ่านคำให้การตัวเองเลย พอมาที่ บก.ป.ได้อ่านที่ตัวเองให้ปากคำ บางคนถึงกับว่ามันไม่ใช่นี่ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดกับตัวเขา เขาเลยให้การใหม่ พยานไม่ได้เปลี่ยนคำให้การ แต่ให้การเพิ่มเติมให้ตรงกับข้อเท็จจริง"
ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. ก่อนที่ ผบ.ตร.จะเริ่มการแถลงข่าว ตำรวจกองปราบปรามก็นำกำลังไปควบคุมตัวปรีชาและรัตนาภรณ์ ซึ่งถูกออกหมายจับมาสอบสวนที่กองปราบปราม กทม.
ด้าน ร.ต.ท.จรูญ ก็เปิดแถลงข่าวที่มูลนิธิทีมงานทนายประชาชน จ.สมุทรสาคร ว่าพอใจคำแถลงแม้จะไม่ระบุอะไรชัดมาก แต่ด้วยพฤิตการณ์ ทั้งการออกหมายจับและดำเนินคดี เชื่อว่าตำรวจดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม
ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ทนายความของ ร.ต.ท.จรูญ กล่าวว่า จากนี้จึงจะแยกการดำเนินคดีเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มอ้างทำหวยโดยออกหมายจับแล้ว 2 คน กลุ่มต่อมาคือตำรวจกาญจนบุรีที่ทำคดี อาทิ พ.ต.ท.ที่อายัดเงิน 25 ล้านบาท ของ ร.ต.ท.จรูญ อย่างไม่ถูกต้อง รวมถึงนายพลตำรวจที่สั่งปรับแก้สำนวนหลายครั้ง กลุ่มสุดท้ายคือตำรวจ บช.ภ.7 ซึ่งเลือกเฉพาะหลักฐานบางส่วน ส่วนคดีแพ่งจะขอสำนวนจากตำรวจไปขอถอนอายัดเงิน เนื่องจากตำรวจสรุปแล้วว่าเป็นการสร้างพยานเท็จ
ขณะเดียวกัน สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา ก็บอกว่า ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ จะหารือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลว่าความผิดที่ครูปรีชาถูกกล่าวหา เข้าข่ายการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครูหรือไม่ ถ้าคดียังไม่สิ้นสุดก็ต้องให้ความเป็นธรรม คดีไม่ได้สิ้นสุดที่ตำรวจ คดีสิ้นสุดที่ศาลตัดสิน และต้องแยกแยะระหว่างจรรยาบรรณกับเรื่องวินัย และคดีอาญาไม่เกี่ยวกัน แต่อาจเชื่อมความผิดตรงกันได้







