
"ปฎิรูปประเทศ"แค่เกมรัฐบาลซื้อเวลา
ชมรมศิษย์เศรษฐศาสตร์การเมือง จัดสัมมนาเศรษฐศาสตร์การเมืองหัวข้อ “ปฎิรูปประเทศไทย ผักชี??!!” ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเสนอแนวทางในการปฎิรูปประเทศไทย....
ชมรมศิษย์เศรษฐศาสตร์การเมือง จัดสัมมนาเศรษฐศาสตร์การเมืองหัวข้อ “ปฎิรูปประเทศไทย ผักชี??!!” ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเสนอแนวทางในการปฎิรูปประเทศไทย....
โดย....ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
หมายเหตุ : ชมรมศิษย์เศรษฐศาสตร์การเมือง จัดสัมมนาเศรษฐศาสตร์การเมือง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2553 หัวข้อ “ปฎิรูปประเทศไทย ผักชี??!!” ที่โรงแรมตวันนา ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเสนอแนวทางในการปฎิรูปประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญดังนี้
***************************
“เตือนสังคมอบย่ากลัวการเลือกตั้ง”
ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รัฐบาลดูเหมือนว่าใช้คณะปฎิรูปบังหน้าเพื่อซื้อเวลาเอาไว้ถ้ามาดูจริงรัฐบาลมีปัญหามากแต่ลอยตัวด้วยการตั้งคณะปฎิรูปทำให้คณะปฎิรูปต้องมารับภาระในการถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้เมื่อถึงเวลาปฎิรูปประเทศไทยแล้วควรยกเลิกระบบผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ควรโอนงานให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) เพราะระบบผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นระบบที่มาจากอดีตที่กรุงเทพต้องปกครองเสมือนเป็นอาณานิคมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศที่ในระบบอาณานิคมเจ้าอาณานิคมต้องการทุกสิ่งไว้ที่ส่วนกลางแล้วข้าหลวงไปดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิต ภาษี พฤติกรรมของประชาชนต่างๆ ที่ต้องอยู่ในอาณัติของข้าหลวงอย่างสิ้นเชิง
การกระจายอำนาจที่สมบูรณ์แบบ คือ งานของกระทรวงควรให้ท้องถิ่นรับไปทำโดยให้นายกอบจ.เป็นผู้ดูแลเหมือนกับที่ต่างประเทศได้มีการลงมือทำแล้ว ระบบนี้จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบที่ราชประสงค์ที่มีประชาชนมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลกลาง เพราะเมื่อมีการกระจายอำนาจและมีรัฐบาลท้องถิ่นแล้วก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ประชาชนจะต้องมาเดินขบวนที่ส่วนกลางแต่ไปเรียกร้องกับรัฐบาลท้องถิ่นแทน
ขณะนี้คนไทยกลัวการเลือกตั้งมากเกินไป เพราะกลัวว่าพรรคการเมืองอื่นจะเข้ามาเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลชุดนี้ ความจริงแล้วในสังคมที่เป็นระบอบประชาธิปไตยควรให้โอกาสพรรคคูแข่ง ให้โอกาสในการทำงาน และการปฏิรูปประเทศผ่านการจัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าตราบใดรัฐบาลชุดนี้ยังมีกองทัพให้การหนุนหลัง และอยู่เบื้องหลังผ่านการใช้พรก.ฉุกเฉิน
โดยส่วนตัวรู้สึกเสียใจและผิดหวังกับรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะไม่แสดงความกล้าหาญในการตัดสินใจเรื่องใดๆออกมา ทั้งๆที่ส่วนตัวก็คิดว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่กลับนิ่งดูดายในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น และการกำกับสื่อ เช่นเดียวกับกลไกกระบวนการยุติธรรมที่ทำงานในบางกรณีและไม่ทำงานในบางกรณี ทำให้ความขัดแย้งยังคงอยู่ต่อไป แล้วจะมาเรียกร้องการปฏิรุปไปเพื่ออะไร ถ้าที่สุดแล้วสังคมไม่สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้จะมีการการเปลี่ยนแปลง
***************************
“สร้างกลไกความเป็นธรรม”
อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปัญหาสังคมไทยไม่ได้เป็นปัญหาของไทยอย่างเดียวเพราะตอนนี้เป็นโลกไร้พรมแดนไปแล้ว การแก้ไขปัญหาสังคมไทย คงมองเชิงเดี่ยวไม่ได้ และถ้าไม่เข้าใจปัญหาแล้วโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาถูกจุดก็เป็นไปได้ยากอย่างเช่นการจะแก้ปัญหาแรงงานนอกระบบด้วยการสร้างระบบสวัสดิการ รัฐบาลมีข้อมูลในส่วนนี้ชัดเจนเพียงใดถ้าไม่มีแล้วก็เป็นการยากหากจะผลิตนโยบายออกมาเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น
เช่นเดียวกับ สังคมชนบทถามว่าตอนนี้มีใครรู้หรือไม่ว่าสังคมชนบทมีการปรับโครงสร้างอย่างรวดเร็วมหาศาลจนบางคนไม่เข้าใจ เพราะคนส่วนใหญ่ยังนึกว่าคนชนบทเป็นคนจนชาวนาเกษตรกร แต่ปรากฏว่าตอนนี้เกษตรกรไม่ได้เป็นความหมายแบบเดิมแล้วเพราะเป็นลักษณะของลูกจ้างทำนาเพื่อผลิตให้กับระบบอุตสาหกรรม ซึ่งถามว่าส่วนกลางมีข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ ถ้าไม่มีและไม่เข้าใจก็จะทำให้การแก้ปัญหายังวนเวียนอยู่เหมือนเดิม
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาประเทศไทยในเชิงโครงสร้างตอนนี้ คือ ต้องมีการสร้างกลไกเชิงสถาบันเพื่อให้เกิดแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่จำเป็นได้ จากเดิมที่กลไกส่วนใหญ่จะถูกรวบไปเอาไว้ที่ส่วนราชการเพียงอย่างเดียวซึ่งส่งผลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกจุด
***************************
“จัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่”
ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เสมอภาค เพราะในความสัมพันธ์แบบนี้รัฐและทุนได้เปรียบมากที่สุด ถ้าสองสิ่งนี้ไปกันได้ประชาชนจะเสียเปรียบอย่างมาก โดยมีตัวที่ปรากฏชัด คือ รายได้ สิทธิ โอกาส ศักดิ์ศรี ซึ่งแปรผันไปตามพลังอำนาจรัฐและอำนาจเงิน ถ้าจะแก้ไขนี้ต้องมีการจัดสรรการปฎิสัมพันธ์อำนาจใหม่ให้เกิดความสมดุล ถ้าไม่สมดุลแล้วความขัดแย้งจะเกิดและประชาชนจะเป็นผู้รับภาระไปทั้งหมด จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ
ระบบการจัดการทุนนิยมของไทยมีปัญหาเพราะเป็นมีการแบ่งปันกันน้อยแต่มีการช่วงชิงแข่งขันกันสูง เมื่อเป็นเช่นนี้รายได้จึงแปรผันออกไปโดยถูกควบคุมจากรัฐและทุนโลกาภิวัฒน์ ทำให้รัฐกลายเป็นเครื่องมือชนชั้นที่ให้การสนับสนุนรัฐอยู่ ถ้าเราต้องการจะปฎิรูปเราจะต้องยอมรับการจัดสรรการปฎิสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่บนฐานของการแบ่งปันอย่างยุติธรรม พร้อมกันต้องมีการเปิดพื้นที่ทางสังคมให้ทุกคนแสดงถึงผลประโยชน์ของตัวเองและยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ถ้าทำได้แบบนี้เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้แน่นอน
***************************
“4 ความเสื่อมชุดประเทศถอยหลัง”
สมภพ มานะรังสรรค์ คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สังคมปัจจุบันตนมองว่าเป็นเพราะความเสื่อมใน 4 ด้าน คือ ทางเศรษฐกิจ, การเมือง สังคมและประเพณีวัฒนธรรม โดยเฉพาะความเสื่อมเรื่องเศรษฐกิจนั้นหากไม่มีกลไกแบ่งผลประโยชน์ให้ลงตัว มองว่าความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นไม่ได้ เช่นเดียวกับความเสื่อมทางการเมือง พบว่านักการเมืองบางคนยังทำตัวเป็นใหญ่ ใช้นโยบายโปรยทานเพื่อหวังคะแนนนิยม ใช้ระบบครอบครัวมากกว่าสร้างนักการเมืองที่เป็นมืออาชีพเข้ามาสู่ระบบการเมือง
ประชาชนอย่าคาดหวังว่ารัฐบาลหรือองคาพยพทางการเมืองจะทำงานอย่างมีคุณภาพได้ อย่างไรก็ตามความเสื่อมในสังคมทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางโลกาภิวัฒน์ สภาวะการณ์เหล่านี้นำไปสู่ตัวแปรการบริหารจัดการประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ เห็นได้จากการตกชั้นทางเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น สิ่งที่ประจักษ์ชัด คือ การเรียกร้องให้ปรับปัญหาค่าแรง







