posttoday
นโยบายรัดเข็มขัดป่วนยุโรป ซ้ำวิกฤตให้สาหัส

นโยบายรัดเข็มขัดป่วนยุโรป ซ้ำวิกฤตให้สาหัส

07 ตุลาคม 2553

ทางออกของการแก้วิกฤตการเงินในแต่ละประเทศถือเป็นกลยุทธ์หมัดเด็ดที่ฝ่ายบริหารต้องเลือกงัดออกมาใช้

ทางออกของการแก้วิกฤตการเงินในแต่ละประเทศถือเป็นกลยุทธ์หมัดเด็ดที่ฝ่ายบริหารต้องเลือกงัดออกมาใช้

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

นโยบายรัดเข็มขัดป่วนยุโรป ซ้ำวิกฤตให้สาหัส

ทางออกของการแก้วิกฤตการเงินในแต่ละประเทศถือเป็นกลยุทธ์หมัดเด็ดที่ฝ่ายบริหารต้องเลือกงัดออกมาใช้

สหรัฐเลือกย้ำยากระตุ้นเศรษฐกิจ ยุโรปเลือกถอนยากระตุ้น หันไปรัดเข็มขัด หั่นรายจ่ายสะบั้น

แต่สำหรับยุโรปแล้ว ทำทีว่ากลยุทธ์ “นโยบายรัดเข็มขัด” จะไม่ใช่หมัดหนักน็อกปัญหาเศรษฐกิจของประเทศแล้ว หนำซ้ำยังตกเป็นเป้านิ่ง ในฐานะตัวป่วนฉุดยุโรปสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงล้มละลายอีกครั้ง

พ่วงด้วยการเหนี่ยวเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ ให้แน่นิ่งตามมาไปด้วย

โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2544 ผู้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับประธานาธิบดี บิล คลินตัน ของสหรัฐ ในฐานะสมาชิกสภาเศรษฐกิจแห่งสหรัฐออกโรงเตือนยุโรปอย่างตรงไปตรงมา แบบไม่ได้พูดเปล่าๆ แต่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนในงานเขียนที่ชื่อว่า Freefall

สติกลิตซ์มั่นใจว่า คลื่นความเสียหายแห่งนโยบายรัดเข็มขัดกำลังจะกวาดล้างยุโรปลงสู่ทะเลแห่งวิกฤตการเงินอีกระลอก

โดยมีนัยว่า ยุโรปกำลังเดินมาผิดทาง.... ยิ่งเข้มงวดกับมาตรการนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการเร่งเวลาของวิกฤตให้บีบรัดรวดเร็วขึ้น

นั่นเพราะหลายประเทศในยุโรปตัดทอนการใช้จ่าย ซึ่งจะยิ่งทำให้ความต้องการทั่วโลกลดลงไปด้วย ไม่ช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจและการใช้จ่าย ส่งผลให้การเติบโตจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า และความเนิบนาบนี่เองที่อาจจะนำไปสู่วิกฤตการเงินระลอก 2

นโยบายรัดเข็มขัด ตัดทอนการใช้จ่ายและงบประมาณต่างๆ ของยุโรปผุดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อต้นปี ท่ามกลางภาวะหมิ่นเหม่ของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศของยุโรปที่เหยียบอาการขั้นโคม่า ตัวเลขขาดดุลงบประมาณทะลุเพดาน โดยคาดหวังว่าการตัดงบประมาณการใช้จ่ายภายในประเทศ ตั้งเป้าหั่นตัวเลขขาดดุล และแก้ไขปัญหาหนี้ จะช่วยดึงความมั่นใจให้กับตลาดและนักลงทุนมากขึ้น

สหภาพยุโรปส่งหนังสือถึงผู้นำทุกประเทศในกลุ่ม G20 ให้ร่วมมือกันตัดงบประมาณรายจ่ายของประเทศลง

ประเทศสมาชิกอียูตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องลดตัวเลขขาดดุลให้มากที่สุด เหลือเพียงราว 3% ของจีดีพี ภายในปี 2556 ซึ่งสำหรับบางประเทศถือเป็นตัวเลขที่ดุเดือดมาก

แต่เดิมตัวเลขขาดดุลและภาระหนี้ในปี 2552 ของประเทศต่างๆ ในยุโรปก็ไม่ใช่น้อย

ไอร์แลนด์มีตัวเลขขาดดุลสูงสุดอยู่ที่ 14.3% ของจีดีพี กรีซอยู่ที่ 13.6% ขณะที่อังกฤษและสเปนแตะที่ราว 11% ส่วนประเทศพี่ใหญ่ของยุโรปที่ดูว่ามีความแข็งแกร่งที่สุดอย่างเยอรมนีก็มีตัวเลขขาดดุลอยู่ที่ 3.3%

ในรายละเอียดวิธีการรัดเข็มขัดที่แต่ละประเทศนำมาใช้แตกต่างกันไป

เยอรมนีที่ปักธงว่าจะเป็นต้นแบบในการปรับตัวสู่นโยบายการรัดเข็มขัด เลือกที่จะลดเงินอุดหนุนที่จ่ายให้กับพ่อแม่ ลดพนักงานภาครัฐลงราว 1 หมื่นตำแหน่งใน 4 ปี

สเปนซึ่งขานรับมาตรการของอียูเป็นประเทศแรก ประกาศตัดงบขาดดุลให้อยู่ที่เพียง 6% ของจีดีพีในปีหน้า จากเมื่อปีที่แล้วงบเกินดุลถึง 11.1% การขึ้นอัตราภาษีราว 1% สำหรับคนรวยที่มีรายได้มากกว่า 1.2 แสนยูโร และลดรายได้ของพนักงานภาครัฐลง 5% พร้อมไม่มีการขยับขึ้นเงินเดือนจนกระทั่งปี 2554

ส่วนกรีซยิ่งย้ำมาตรการรัดเข็มขัดที่สร้างแรงกระเทือนให้กับกระเป๋าสตางค์ของภาคประชาชนมากขึ้นทุกขณะ ตั้งแต่การงดจ่ายโบนัส งดการขึ้นเงินเดือน เงินการจ่ายบำนาญเป็นเวลา 3 ปี ให้กับพนักงานของรัฐ แต่หันมาเพิ่มรายได้ภาครัฐด้วยการขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต จากเดิม 19% พุ่งขึ้นมาถึง 23% นโยบายดังกล่าวในบางประเทศถือว่าเป็นเรื่องที่เปราะบางและเสี่ยงมาก เพราะถือเป็นการผลักภาระให้ผู้ซื้อสินค้าโดยตรง ไม่เท่านั้นยังบวกกับการขึ้นภาษีพลังงาน แอลกอฮอล์ และบุหรี่

นั่นจึงไม่แปลกที่ทำไมจนถึงเวลานี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงาน สหภาพ เพื่อต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัด ซึ่งนับวันยิ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ

นโยบายรัดเข็มขัดไม่เพียงลดเงินในกระเป๋าของชาวยุโรป เพื่อนำไปกู้หน้าแก้ไขตัวเลขขาดดุล และลบล้างตัวเลขหนี้ แต่ยังปรับคุณภาพชีวิตของชาวยุโรปไม่น้อย ถือเป็นการชะลอวงจรเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สติกลิตซ์ออกมาพูดเรื่องนี้ เพียงแต่ครั้งนี้เสียงของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลมีความหนักแน่น และได้รับความสนใจมาก พร้อมห้อมล้อมไปด้วยข้อมูลด้านเศรษฐกิจของอีกหลายสำนักที่เสริมความเข้มข้น

ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เมฆดำปกคลุมทั่วยุโรปอีกครั้ง มูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก หั่นอันดับความน่าเชื่อถือของสเปน เนื่องจากกังวลถึงนโยบายการคลัง

ขณะที่ไอร์แลนด์โดดเสนอขอเงินอัดฉีดช่วยเหลือเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกระลอก จนสถาบันจัดอันดับหลายสำนักจ่อหั่นความน่าเชื่อถืออีก

นอกจากนี้ ข้อมูลตัวบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจอย่างอัตราการจ้างงานของโลกจากทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะสั่นคลอนนโยบายรัดเข็มขัดของยุโรป

ไอแอลโอชี้ชัดเจนว่า ปัญหาวิกฤตการว่างงานที่มีขึ้นในหลายประเทศเวลานี้ ซึ่งถือเป็นผลคาบเกี่ยวมาจากภาวะวิกฤตการเงินโลกที่ผ่านมา จะยืดเยื้อยาวนานออกไปอีกราว 2 ปี กลายเป็นปัญหาระยะยาวของโลก จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกว่า ปัญหาดังกล่าวบรรเทาเบาบางลงภายในปี 2556 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า

คาดการณ์ไว้ว่า ตัวเลขอัตราการว่างงานในปีนี้จะขยับเล็กน้อย จาก 6.6% ในปี 2552 มาเป็น 6.5% ในปีนี้

ต้นตอหลักใหญ่ของปัญหาที่ยืดอายุวิกฤตว่างงานออกไปก็เพราะนโยบายที่ทางยุโรปเลือกงัดออกมาใช้ โดยทิ้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหยิบยกเอามาตรการรัดเข็มขัดออกมาใช้แทนหลังจากมาตรการรัดเข็มขัด

สอดคล้องกับหลักการและคำเตือนของสติกลิตซ์ที่ชี้ชัดว่า ตัวปัญหาคือ นโยบายรัดเข็มขัด

กระทั่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ก็เคยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด แกมเตือนทางฝั่งอียูในเวทีการประชุมกลุ่มประเทศ G20 ที่นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ว่าการถอดถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกินไปจะทำให้ทิศทางเศรษฐกิจโลกหมุนย้อนศรกลับสู่วิกฤตอีกครั้ง

ครานั้นผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยนโยบายเศรษฐกิจของยุโรปออกมาแสดงท่าทีมั่นอกมั่นใจและยืนยันในนโยบายว่า สหรัฐไม่เคยมีประสบการณ์เผชิญปัญหาในแบบยุโรปเป็น จึงไม่รู้และไม่เข้าใจว่าทำไมยุโรปต้องดำเนินนโยบายตัดงบประมาณการใช้จ่าย และการรัดเข็มขัด

เมื่อตัวเลขหลายทางส่งสัญญาณว่ายุโรปกำลังหลงทางในวังวนของวิกฤตเศรษฐกิจ ยิ่งเข้มงวดกับมาตรการตัดทอนการใช้จ่าย ยิ่งผูกเงื่อนตายให้ตัวเอง

ฉะนั้นตราบใดที่ยุโรปยังหลงทาง สหรัฐยังส่งสัญญาณออกมาตรการกู้เศรษฐกิจที่ยังเคลื่อนไหวอย่างช้าอยู่เป็นระลอก เอเชียเองก็เผชิญกับปัญหาค่าเงินเขย่าภาคการส่งออก

ทั้งหมดคงเป็นสัญญาณที่มากพอให้พี่ไทยไม่ประมาท ไม่แน่ว่าวิกฤตระลอกสองที่เคยคิดว่าไกลตัวจะกลับมาเป็นเรื่องใกล้ตัวแบบคาดไม่ถึง

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย