
การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน
.....อนุรักษ์ นิยมเวช
ประเทศไทยปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา 78 ปี สังคมไทยมีวิวัฒนาการทางการเมืองมาเป็นลำดับ ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการซึ่งประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะและเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งมีการนำความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและการตัดสินใจของรัฐ
การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการสื่อสารในระบบเปิด กล่าวคือ เป็นการสื่อสารสองทาง ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบไปด้วยการแบ่งสรรข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเสียและเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม ทั้งนี้เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจการลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เป็นการสร้างฉันทามติ และทำให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ อีกทั้งช่วยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในกรณีที่ร้ายแรง ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือและความชอบธรรม และช่วยให้ทราบความห่วงกังวลของประชาชน
ทั้งนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งวางแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยึดตามแนวทางและแก้ไขจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนี้ คือ เพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจประชาชน การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และจริยธรรม การปกครองระบอบประชาธิปไตยหมายถึง
“การปกครองโดยประชาชน” ซึ่งประธานาธิบดี อับราฮัมลินคอล์น แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมายของประชาธิปไตยไว้ว่า “เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน” หมายถึงเป็นการปกครองที่ถือปวงชนเป็นใหญ่ในระบอบนี้ รัฐหรือผู้ปกครองจะต้องส่งเสริม คุ้มครอง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และประกันเสรีภาพในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่องแต่ในปัจจุบันอุปสรรคของการมีความร่วมของประชาชน คือ ประชาชนยังไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ซึ่งมีข้อความบัญญัติไว้ถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายประเด็นและในหลายมาตรา อาทิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสื่อมวลชนสาธารณะตามมาตรา 47 ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลและสื่อมวลชน ไม่เพียงแต่ห้ามปิดกิจการสื่อมวลชนเท่านั้น ยังห้ามแทรกแซงสื่อมวลชนในการเสนอข่าวสาร และหากมีการดำเนินการดังกล่าวไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ก็ถือเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 45 และ 46 รวมทั้งห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชนด้วย เพื่อป้องกันการใช้สื่อสารมวลชนเพื่อประโยชน์ของตนเอง และกรณีที่ให้บุคคลมีส่วนร่วมในกระบวนพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการการปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตนตามมาตรา 58
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ยังบัญญัติถึงการมีส่วนร่วมของบุคคลในชุมชนตามมาตรา 66 และ 67 การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ จะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน โดยชุมชนมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนไว้ หรือการส่งเสริมให้องค์กรท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกิจการของท้องถิ่นได้เองตามแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน การมีส่วนร่วมในแนวนโยบายด้านสังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรมของภาครัฐตามมาตรา 80 การมีส่วนร่วมในการดำเนินตามแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาครัฐตามมาตรา 85 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ยังกำหนดแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งทางการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การเมือง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ กิจกรรมสาธารณะ การศึกษา โดยสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันทั้งหญิงและชายตามมาตรา 87
ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ภาครัฐจึงควรส่งเสริมปฏิบัติหน้าที่ตามแนวนโยบายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 วางแนวทางไว้ ไม่ว่าในระดับท้องถิ่นหรือในระดับชาติให้เป็นไปตามประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งต้องให้ประชาชนหรือกลุ่มคนส่วนใหญ่มีโอกาสมีอิทธิพลต่อกิจกรรมของส่วนรวมอย่างเท่าเทียมกัน และโดยเฉพาะในกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือสิ่งแวดล้อม
การมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองยุคปัจจุบันที่กำลังพัฒนาขึ้นอยู่ของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กลุ่มประชาชนทั่วไปจะไม่สามารถเข้าถึงอำนาจต่างๆ เพราะเมื่อคนระดับสูงและชนชั้นปกครองเท่านั้นที่มีอำนาจสามารถเข้าถึงเครือข่ายที่มีอำนาจได้มากกว่าประชาชนทั่วไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ นโยบายต่างๆ ที่เกิดขึ้นสนองต่อผู้ที่สามารถเข้าถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจเหล่านั้น และจะไม่สนองตอบต่อภาคประชาชน ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจเหล่านั้นได้ แต่ที่จริงแล้วภาครัฐควรเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนมีความสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและส่งเสริมธรรมาภิบาล ตลอดจนการบริหารงานหากมีการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นเพียงใด ก็จะให้มีการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการป้องกันนักการเมืองจากการกำหนดนโยบายที่ไม่เหมาะสมกับสังคมนั้นๆ
การมีส่วนร่วมของประชาชนยังเป็นการสร้างความมั่นใจว่าเสียงของประชาชนจะมีคนรับฟัง อีกทั้งความต้องการหรือความปรารถนาประชาชนก็จะได้รับการตอบสนอง ด้านฝ่ายปกครองหรือตัวแทนภาคประชาชนจึงควรต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับใช้ในกระบวนการต่างๆ ของการกำหนดนโยบายหรือการออกกฎหมายต่างๆ ในอัตราส่วนที่ชัดเจนแน่นอนอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สามารถสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา คือ ประชาชนผู้มีหรือใช้สิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นจักต้องได้รับการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถรักษาสิทธิของตนในการปกครองระบอบประชาธิปไตยและรูปแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยต้องเข้าใจสิทธิ หน้าที่ รวมถึงเหตุผลและข้อดีในการมีส่วนร่วมออกความคิดเห็นนั้นๆ เพื่อมิให้ชนชั้นปกครองเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นเดียวกันเหมือนการเมืองและสังคมที่ผ่านๆ มา นี่คงเป็นอีกจุดหนึ่งที่รอการแก้ไข เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากอำนาจทางการเมืองและอำนาจรัฐมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบของฝ่ายปกครองที่จะก่อให้เกิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้มีการกระจายอำนาจและทรัพยากรต่างๆ ที่ไม่เท่าเทียมกันอันมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และวิธีการที่ประชาชนเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อตน
กล่าวโดยสรุป ระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงทัศนะและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่จะมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน นอกจากจะช่วยให้การตัดสินใจของผู้เสนอโครงการหรือรัฐบาลมีความรอบคอบ และสอดรับกับปัญหาและความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการควบคุมการบริหารงานของรัฐบาลให้มีความโปร่งใส ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชน และมีความรับผิดชอบหรือสามารถตอบคำถามของประชาชนได้อีกด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ประชาชนอาจเริ่มต้นจากการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ภาครัฐ การที่ภาครัฐรับฟังความคิดเห็นในข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น เพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐในทุกขั้นตอน และมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเสริมอำนาจแก่ประชาชนในการเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ
ทั้งนี้ ภาครัฐหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องหรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบต้องมีความเป็นอิสระ เข้มแข็ง และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะ ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง และจัดให้มีกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชนในพื้นที่ ส่งเสริมและให้การศึกษาแก่ประชาชนที่เกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้







