posttoday
“กล้องวงจรปิด”ต้องทำงานร่วมกับคน

“กล้องวงจรปิด”ต้องทำงานร่วมกับคน

29 กันยายน 2553

หากตำรวจนอนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ยอมออกไปตรวจตรา กล้องวงจรปิดก็เป็นแค่เครื่องประดับตามบ้านเมืองเท่านั้น....

หากตำรวจนอนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ยอมออกไปตรวจตรา กล้องวงจรปิดก็เป็นแค่เครื่องประดับตามบ้านเมืองเท่านั้น....

โดย....กันติพิชญ์ ใจบุญ

กับเหตุการณ์ที่ “บึ๊ม” ป่วนเมืองอยู่ในขณะนี้ และหลายหน่วยงานทั้งทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่างออกมาระบุว่า เป็นกลุ่มของผู้ที่ไม่หวังดี ที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุข โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่พยายามหาทางป้องกันยับยั้งเหตุ และออกล่าตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด พี่น้องประชาชนจะได้นอนหลับเป็นปกติสุขเสียที

“กล้องวงจรปิด”ต้องทำงานร่วมกับคน

และอีกเครื่องมือที่ถือเป็นอาวุธอีกอย่างของทางการในการจับกุม หาเบาะแสของผู้ที่ก่อเหตุ คงหนีไม่พ้น “กล้องวงจรปิด” หรือที่หลายคนได้ยินจนคุ้นหูว่า “กล้องCCTV” ที่หลายคดีทั้งเรื่องอาชญากรรม และการก่อเหตุระเบิดป่วนเมือง ก็ได้หลักฐานกระทั่งนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้ และล่าสุด ทางผบ.ตร.ได้สั่งการให้ตำรวจนครบาล และกรุงเทพมหานคร ประสานการทำงานร่วมกันในการปรับปรุง และปรับมุมมองของกล้องวงจรปิด พร้อมทั้งให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ เพื่อสืบเสาะหาคนร้ายที่ก่อเหตุ และยังเป็นการป้องกันการก่อเหตุอีกทางหนึ่งด้วย

“โพสต์ทูเดย์” จึงสอบถามไปยัง พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผบช.น. เกี่ยวกับมาตรการในการดูแลกล้องวงจรปิด โดยรองฯปิยะ เปิดประเด็นขึ้นมาว่า ในโลกของเราจะมีกล้องวงจรปิดอยู่ 2 ประเภท คือเป็นของราชการ และของเอกชน ซึ่งต่างจัดทำเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย เมื่อมองในกรุงเทพฯ จะพบเช่นกันว่า ต่างคนต่างติด ส่วนร้านค้าก็ติดไป ส่วนของราชการก็ติดไป โดยเฉพาะหน่วยงานของกทม. ที่นำมาติดครั้งแรกก็เพื่อมุ่งหวังในการแก้ไขปัญหาด้านจราจร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอาชญากรรม หรือป้องกันผู้กระทำผิดกฎหมายในด้านต่างๆ เพราะมุมมองของกล้อง และประสิทธิภาพนั้นบ่งบอกชัดเจนว่ากทม.ติดเพื่ออะไร

แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีความคิดว่า บ้านเราต้องมีกล้องที่ติดตั้งเพื่อเฝ้าเหตุด้านอาชญากรรม และเพื่อความมั่นคงด้วย ซึ่งหากติดตั้งก็ต้องปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของกล้องเช่นกัน เราจะสังเกตได้ว่า หากเป็นการติดตั้งเพื่อการจราจร มุมกล้องก็จะอยู่สูง และสามารถบ่งบอกได้ว่ามีรถติดในช่วงใดบ้าง แต่หากเป็นกล้องที่ป้องกันอาชญากรรม และความมั่นคง ประสิทธิภาพของกล้องก็ต้องสามารถระบุรูปพรรณสันฐานของคนร้ายได้ และในยามค่ำคืนก็ต้องมองเห็น เป็นต้น

พล.ต.ต.ปิยะ ฉายภาพให้เห็นอีกว่า ขณะนี้ตำรวจนครบาล ก็ได้ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดต่างๆ ในส่วนของกทม. ซึ่งก็พบว่ามีอยู่ประมาณ 8,000 ตัว ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีจำนวนน้อยมาก แต่ในตัวเลขนี้มีของหน่วยงานกทม.แค่ประมาณ 2,000 ตัว ซึ่งที่เหลือเป็นของเอกชน และครึ่งหนึ่งก็เป็นของงานจราจร และอีกครึ่งที่เหลือก็เป็นงานของกทม.ที่ดำเนินการ

“กล้องวงจรปิด”ต้องทำงานร่วมกับคน

เมื่อเห็นดังนั้น ตำรวจจึงแจ้งไปว่า ขอปรับเปลี่ยนมุมกล้องเพื่อให้ง่ายต่อการทำงานด้วย เพราะขณะนี้อย่างที่ทราบกันดีว่ามีเหตุระเบิดแทบจะรายวัน เช่น กล้องมองไปที่บาทวิถี ก็ขอปรับให้มองไปที่ถนน หรือแต่เดิมหากต้องการดูภาพก็ต้องไปดูที่กทม. ก็ปรับเปลี่ยนให้สามารถดูภาพได้ที่โรงพักทันที เป็นต้น และตำรวจยังกำหนดให้กทม.ช่วยเหลือด้านการจัดซื้อกล้องเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเหตุร้ายด้วย แต่ขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนของการจัดซื้อ และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ในการจัดซื้อก็อาจจะช้าหน่อย ต้องทำใจเพราะระบบบ้านเรามันเป็นอย่างนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดก่อน

“แต่ขณะนี้ ทางตำรวจนครบาลก็มีกล้องวงจรปิดที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เหมาะกับการป้องกันเหตุอาชญากรรม และความมั่นคงแล้ว แต่ทว่ายังมีเพียงจุดเดียว คือ ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สนามหลวงถึงลานพระบรมรูปทรงม้าเท่านั้น และทุกสน.ที่อยู่ในเส้นทางนี้ก็สามารถดูได้หากเกิดเหตุ ดังนั้น ในอนาคตหรือในความฝันอันใกล้ กล้องวงจรปิดจะต้องมีลักษณะและประสิทธิภาพแบบนี้เท่านั้น เพราะสามารถดูได้ทุกหน่วยงาน เรียกว่าครอบคลุมทั้งหมด และให้สน.ทุกพื้นที่ทำการสำรวจมา เพื่อจะได้เสนอไปยังกทม.ให้ประสานปรับเปลี่ยนกล้องเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ หรือต้องการเพิ่มกล้องก็สามารถทำได้”

รองผบช.น. ย้ำอีกว่า เหตุที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่า ความปลอดภัยของประชาชนจะต้องมาก่อน ไม่เพียงแต่เรื่องระเบิดที่ป่วนเมืองอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องอาชญากรรมต่างๆ อีกด้วย ส่วนเรื่องการจราจรหรืองานอะไรต่างๆ ให้ถือเป็นเรื่องรอง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเอกชนก็ควรจะเพิ่มในส่วนของกิจการ หรือที่บ้านพักของตนเองไว้ด้วย เพราะจากการตรวจสอบในปัจจุบัน มีร้านทองที่ยังมองไม่เห็นความอันตราย และไม่ติดตั้งกล้องในกทม.กว่า 400 ร้าน ซึ่งถือว่าเป็นช่องโหว่ในการก่อเหตุของคนร้ายได้ อีกทั้งในส่วนของร้านอินเตอร์เน็ต ก็ยังมีกว่า 1,000 แห่งที่ไม่ติดตั้งกล้อง ทำให้หากเกิดเหตุก็ยากที่เจ้าหน้าที่จะทำงานได้อย่างสะดวก

“ดูตัวอย่างเช่นประเทศออสเตรเลีย ที่แต่ละเมืองจะมีเทศบัญญัติระบุไว้เลย ให้แต่ละบ้าน หรือร้านค้า ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด มิเช่นนั้นจะถือว่ามีความผิด หรือไม่สามารถก่อสร้างบ้านเรือนได้ เพราะเขามองเห็นถึงความปลอดภัย และความสงบสุขของบ้านเมือง บ้านเราก็สามารถทำได้เช่นกัน เพียงแต่ประชาชนยอมเสียค่าใช้จ่ายเพียงเดือนละไม่กี่ร้อยบาทในการดูแล และเสียค่าติดตั้งกล้อง แต่ความคุ้มค่าในการติดตั้ง และความปลอดภัยของตนเองก็มีสูงขึ้น ผมเชื่อว่ามันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ซึ่งจะให้ทางราชการหรือเอกชนมาดำเนินการก็ได้ ถือเป็นแนวทางอีกทางหนึ่งไว้ให้เป็นทางเลือกพิจารณา”

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวเสริมทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า กล้องวงจรปิดก็ถือเป็นเพียงแค่หนึ่งอุปกรณ์ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพดีเพียงไร แต่หากตำรวจนอนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ยอมออกไปตรวจตรา “กล้องวงจรปิดก็เป็นแค่เครื่องประดับตามบ้านเมืองเท่านั้น” และที่สำคัญ หากได้รับการแจ้งเบาะแสจากประชาชนในพื้นที่ด้วย เพื่อช่วยระวังป้องกันเหตุร่วมกัน การทำงานในการรักษาความสงบ ความเรียบร้อยของบ้านเมืองก็เป็นไปได้ง่าย 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ