
อนุสติจากการย้ายบ้าน
ผมได้ตระหนักแล้วว่าการย้ายที่อยู่อาศัยคือโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เห็นหลายสิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตได้อย่างประหลาด
โดย ธเนศน์ นุ่นมัน
ผมได้ตระหนักแล้วว่าการย้ายที่อยู่อาศัยคือโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เห็นหลายสิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตได้อย่างประหลาด
เท่าที่จำความได้ ความตื่นเต้น มักจะเป็นความรู้สึกแรกๆ เมื่อต้องย้ายที่อยู่อาศัย ซึ่งตอนนั้นสามารถเรียกว่า “บ้าน” ได้อย่างเต็มปาก ทั้งที่เอาเข้าจริง บ้านที่ผมเรียกนั้นคือที่พักสวัสดิการข้าราชการที่แม่ได้รับสิทธิ จะเป็นบ้านเก่าบ้านใหม่ แปลนบ้านพักสวัสดิการก็แตกต่างกันเพียงน้อยนิด ไม่ว่าจะย้ายไปไหน ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ตกลงใจรับสวัสดิการนี้ (เมื่อ 30 กว่าปีก่อน) ก็ต้องพบเจอกับบ้านไม้ 2 ชั้น ห้องนอนขนาดกะทัดรัด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ มีสนามหน้าบ้านและหลังบ้านขนาดย่อม
เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่ชั้นล่างขนาดไม่กี่ตารางเมตรถูกดัดแปลงเป็นครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก พื้นที่หน้าบ้านหรือหลังบ้าน บ้างก็มีแปลงปลูกพืชผักสวนครัว หรือกระทั่งพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้เสริมอีกด้วย และน่าเหลือเชื่อเช่นกัน ที่ไม่ว่าสมาชิกในบ้านจะมีกี่ชีวิต บ้านพักเหล่านี้ก็มักจะถูกแบ่งสัดส่วนภายในเพื่อรองรับ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา และลูกๆ ทุกคน ทั้งแบบชั่วคราว กรณีที่มีญาติมาเยี่ยม และแบบถาวร เป็นสมาชิกอยู่ด้วยกันแบบครอบครัวใหญ่ได้
เมื่อต้องย้ายบ้าน ความสูญเสียสำคัญที่กรูเข้ามาปะทะความรู้สึกของวัยเด็กที่ชัดเจนที่สุด ก็คือการสูญเสียเพื่อนบ้านที่เคยวิ่งเล่นด้วยกัน แต่ในทางกลับกัน ประเด็นหลักของความน่าตื่นเต้นจากการต้องไปอยู่ที่ใหม่ ก็เป็นเรื่องของโอกาสในการพบเจอสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นตา พบเจอเพื่อนบ้านใหม่
การย้ายบ้านในช่วงเป็นเด็ก เป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องมีภาระรับผิดชอบใดๆ ให้ยุ่งยากใจ ข้าวของที่ต้องเก็บติดตัวไปด้วย เป็นแค่อุปกรณ์การเรียนที่จับยัดใส่กล่องลังกระดาษใบเล็กๆ แค่ใบเดียว ก็จบภารกิจ ต่างจากตอนที่โตแล้วมากมาย
ชีวิตในเมืองหลวงนั้นต่างไปมาก ที่อยู่อาศัยที่ไหนๆ ของชาวเมืองที่มีบ้านเป็นของตัวเอง ก็ต้องพึ่งพาอาคารชุด หรือที่เรียกติดปากว่า คอนโดมิเนียม ซึ่งไม่ว่าจะมีขนาด ลักษณะแบบไหน ก็ห่างไกลจากความหมายของบ้านที่คุ้นเคยตั้งแต่ตอนเด็กอย่างชัดเจน ห้องสี่เหลี่ยมซึ่งไม่ว่าจะมีพื้นที่ใช้สอยขนาดไหน ก็มีจุดหมายชัดเจนคือเป็นพื้นที่สงวนไว้เป็นการส่วนตัวของแต่ละคน หรือครอบครัวเล็กๆ
สำหรับผมการย้ายที่อยู่ใหม่ในวัยผู้ใหญ่ จึงถูกนับเป็นเรื่องของการเปลี่ยนพื้นที่ส่วนตัว โดยมีมิติของ “บ้าน” เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างตัวผมกับสิ่งของส่วนตัวเสียมากกว่า
แต่การย้ายที่อยู่ใหม่ ก็นับเป็นโอกาสที่ดีในการได้สัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง จากเดิมหลายชิ้นถูกหยิบฉวยใช้สอยอย่างชินชา ไม่ค่อยจะมีความหมายหรือถูกให้ความสำคัญในแง่ใดๆ เป็นพิเศษ เหมือนตอนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ภาระการเก็บข้าวของแต่ละชิ้นลงกล่องบรรจุ คือโอกาสในการทำความรู้จัก แนะนำตัวกันอีกครั้ง ก่อนตัดสินว่าชิ้นไหนจะได้รับเลือกให้ลงกล่องไปพบเจอกันอีกครั้งในสถานที่แห่งใหม่ หรือบอกลากัน ทอดทิ้งไว้ที่เดิมอย่างไม่แยแส หรือโยนลงกลายเป็นขยะไร้ค่าไป
แน่นอนที่สุด ในแง่ที่กล่าวมานี้ การย้ายที่อยู่ย่อมเป็นโอกาสในการทบทวนความไร้แก่นสารของตัวผมเองได้อย่างดีที่สุด
การกระทำที่ไร้เหตุผล ปรากฏชัดเจนจากเสื้อผ้ากองมหึมาที่กองอยู่มุมห้อง รอการจับยัดลงถุงดำขนไปไว้ในห้องขยะ จะมีความชอบธรรมใดที่จะช่วยปกป้อง จาน ชาม แก้วน้ำ แก้วกาแฟ กล่องบรรจุอาหาร หนังสือ นิตยสาร แว่นตา จำนวนมากที่กองทิ้งไว้อีกมุมหนึ่ง พวกมันกำลังส่งเสียงทวงถามว่า ทำไมมนุษย์เพียงคนเดียวหรือสองคนต้องควักเงินซื้อสิ่งของซึ่งบางชิ้นก็แทบจะไม่ได้ใช้งานเลยมาสะสมไว้มากเพียงนี้ แต่เสียงท้วงติงที่แผดมาจากกองระเกะระกะนั้น ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินให้พวกมันกลายเป็นกองกูลแห่งอดีต เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการขนย้าย มีอำนาจต่อความรู้สึกนึกคิดมากกว่า
หลังจากข้าวของซื้อเคยเรียงรายอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมถูกขนออกไป ผมหันกลับมามองห้องที่เกือบจะว่างเปล่า ปิดไฟ ขังสิ่งของที่ถูกทอดทิ้งไว้ที่นั่น กับโพรงสี่เหลี่ยมมืดทึม โดยไม่มีความรู้สึกอะไรติดค้างอยู่เลย







