ริ้วขบวนยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ปวงประชาส่งเสด็จสู่ฟ้าสุราลัย
ทันทีที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคลื่อนเข้าสู่พระเมรุมาศ น้ำตาของประชาชนที่เฝ้ารอก็ไหลรินออกมา
โดย..นิติพันธุ์ สุขอรุณ
ทันทีที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่อัญเชิญพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดช บรมนาถบพิตร เคลื่อนเข้าสู่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง น้ำตาของปวงประชาจำนวนกว่าแสนคนที่มาเฝ้ารอได้ไหลรินออกมา ท่ามกลางเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติ ครั้งหนึ่งในชีวิตซึ่งจะจดจำไม่รู้ลืม
ทับทิม ตอนศรี อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยความรู้สึกหลังจากได้เห็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคลื่อนผ่านไปตรงหน้า จึงเกิดความรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสมาอยู่ใกล้เช่นนี้ เป็นการเฝ้ารอเห็นพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรณคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย และเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระองค์ท่านจากความอดทนอันนับได้ว่า เล็กน้อยยิ่งนักของประชาชนคนหนึ่ง
“ที่ผ่านมาได้เดินทางมากราบพระบรมศพหลายครั้ง เรียกว่านับครั้งไม่ถ้วน พอมาถึงวันนี้เมื่อได้เห็นริ้วขบวน น้ำตาก็ไหลออกมาเอง ไม่อยากอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้จึงร้องไห้ออกมาเต็มที่เลย ยิ่งเมื่อรู้สึกว่าจะไม่ได้เจอพระองค์อีกแล้ว ยิ่งเกิดความรู้สึกปลื้มใจและเสียใจเหลือเกินปะปนกัน ซึ่งต่อจากวันนี้จะอยู่จนกว่าเสร็จสิ้นพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ และเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พร้อมด้วยพระบรมราชสรีรางคาร เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง จึงจะเดินทางกลับบ้าน” ทับทิม กล่าวพร้อมกับร้องไห้
จักรี ภวาภิรมย์ อายุ 38 ปี ข้าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ภาพริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่เห็นผ่านสายตาของตัวเองในวันนี้ นับว่าสมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด 70 ปี จึงรู้สึกภาคภูมิในที่เห็นว่าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาก ส่วนประชาชน ก็เชื่อฟังและทำตามกฏระเบียบพร้อมเพรียงได้ดีเช่นกัน
ทั้งนี้ตลอดเวลา 1 ปีเต็มที่ผ่านมาได้นั่งสวดมนต์ให้พระองค์ท่านทุกวัน และเมื่อถึงวันนี้ได้เดินทางมาตั้งแต่ 03.00 น. โชคดีที่ได้เห็นขบวนเคลื่อนผ่านไปตรงหน้า นับเป็นความโชคดีมากๆ แม้จะรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไม่อยากให้วันนี้มาถึง เพราะรู้สึกว่าได้มาส่งพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ
“ภาพความทรงจำในวันนี้จะอยู่ในหัวใจไปตลอด ส่วนตัวได้เห็นพระองค์มาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อแม่สอนเสมอว่าให้มาดูในหลวงผ่านทีวี ดูให้เห็นว่าท่านทำงานเพื่อประชาชนของท่าน ซึ่งคำสอนเรื่องขยัน อดทน การทำงานอะไรมันต้องมีอุปสรรคและลำบากเราต้องฟันฝ่าเพื่อทำให้คนดีมีที่ยืน คำสอนนี้ผมยึดถือนำมาปฏิบัติในฐานะของข้าราชการคนหนึ่ง” จักรี กล่าว
เขากล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้ไปจะสอนลูกหลานให้รู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำอะไรมาบ้าง และจะพาลูกไปยังสถานที่ต่างๆที่พระองค์ท่านไปพัฒนา เพื่อเรียนวิถีชีวิตที่แท้จริงว่า ไม่ต้องมากไป ไม่ต้องน้อยไป เอาแค่พอดี อยู่อย่างพอเพียงก็พอแล้ว
เธอเล่าพร้อมกับชี้นิ้วไปรอบกายว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ร้องไห้กันหมด เธอจึงปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกออกมาสุดอดกลั้น ทำให้บรรยากาศมีทั้งเศร้าเสียใจและปลาบปลื้ม ซึ่งภาพความทรงจำในวันนี้จะตราตรึงใจไปตลอดชีวิต ส่วนตัวได้เคยมากราบพระบรมศพแล้วจำนวน 9 ครั้ง ดังนั้นงานในวันนี้จะนำไปบอกเล่าสู่ลูกหลาน บอกประชาชนที่ไม่ได้มาว่าเป็นอย่างไร พร้อมทั้งบอกเล่าถึงคำสอนของพ่อที่ให้ปฏิบัติตัวเป็นคนดี เพราะทุกวันนี้ก็ทำดีเพื่อพ่อมาโดยตลอด
ด้าน บุญทัน วงศ์ประดิษฐ์ อายุ 68 ปี ชาวจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า รู้สึกปลื้มใจมาก ถือเป็นบุญที่มีโอกาสได้มาในงานพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพ และทันทีที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านหน้าไปรู้สึกใจหาย ด้านหนึ่งก็ตื้นตันใจ เชื่อว่าเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทุกคน
อย่างไรก็ตาม ตั้งใจมาส่งเสด็จในหลวง ร.9 เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ที่ทรงงานหนักเพื่อให้พสกนิกรอยู่ดี กินดี ซึ่งไม่ใช่มีฐานะร่ำรวย แต่ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะพระองค์ท่านทรงเสด็จฯ ไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อแก้ปัญหาความยากไร้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พสกนิกรชาวไทยทุกคนได้เห็นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 จะรู้สึกตื้นตันใจ น้ำตาไหล ด้วยความปีติในพระบารมี ถึงจะผ่านไป 1 ปีแห่งความสูญเสีย ก็ยังรู้สึกใจหายไม่ลดน้อยลง จึงอยากใช้เวลาเข้ามาอยู่ให้ใกล้พระองค์ท่านให้มากที่สุด แต่พระองค์ไม่เคยหายไปไหน ท่านอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไปกาล


