
เปิด ‘รธน.50’ ปิดประตู ‘สุเทพ’ลงเลือกตั้งซ่อมสส.สุราษฎร์ฯ?
ปัญหาของเรื่องนี้มีอยู่ว่าการที่ ‘สุเทพ’ ยังคงสถานะความเป็นรองนายกฯอยู่นั้นเข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 102 หรือไม่....
ปัญหาของเรื่องนี้มีอยู่ว่าการที่ ‘สุเทพ’ ยังคงสถานะความเป็นรองนายกฯอยู่นั้นเข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 102 หรือไม่....
โดย....ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
“เนื่องจากส.ส.มีหน้าที่และบทบาทที่สำคัญ ดังนั้น จึงต้องกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. เพื่อให้ผู้ที่เป็นส.ส.ต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม และไม่ให้เกิดการขัดแย้งในการทำหนาที่หรือการใช้อำนาจ จึงห้ามผู้ดำรงตำแหน่งที่กำหนดเอาไว้ใช้สิทธิรับเลือกตั้งเป็นส.ส.”
ข้อความข้างต้นนี้เป็นเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 102 ที่บัญญัติถึงคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัครส.ส.ซึ่งบักทึกโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550
มาตรา 102 กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมเป็นอย่างมากในตอนนี้ถึงความเหมาะสมหลังจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.สุราษฎร์ธานี แทนนายชุมพล กาญจนะ ประธานส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของพื้นที่เดิมที่ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีการปกบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
ปัญหาของเรื่องนี้มีอยู่ว่าการที่ ‘สุเทพ’ ยังคงสถานะความเป็นรองนายกฯอยู่นั้นเข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 102 หรือไม่
บทบัญญัติที่ชวนให้เกิดการตีความมากที่สุดของกรณี คือ มาตรา 102 (11) ที่ระบุถึงบุคคลต้องห้ามใช้สิทธิลงสมัครว่า “เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”
หากตีความสถานะรองนายกฯของสุเทพก็น่าจะมีความใกล้เคียงกับสถานะความเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ที่ต้องห้ามลงสมัครส.ส.
ทั้งนี้ในประเด็นดังกล่าว พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา 4 ให้นิยามของคำว่า เจ้าหน้านี้ของรัฐเอาไว้ดังนี้
“เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหาร ท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ และให้หมายความ รวมถึงกรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตาม กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการ อื่นของรัฐ
"ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" หมายความว่า
(1) นายกรัฐมนตรี
(2) รัฐมนตรี
(3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(4) สมาชิกวุฒิสภา
(5) ข้าราชการการเมืองอื่นนอกจาก (1) และ (2) ตามกฎหมายว่า ด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง
(6) ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา
(7) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
(8) ผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลนคร
(9) ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ที่มีรายได้หรืองบประมาณไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในกรณีนี้ นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ให้ความเห็นว่า มาตรา 102 (11) เป็นการกำหนดไม่ให้พนักงานของรัฐ ลูกจ้างของ หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้สมัครที่ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไปใช้อำนาจเพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง
“ดังนั้น กรณีของนายสุเทพเมื่อตีความตามตัวอักษรแล้วคิดว่าไม่น่าจะลงสมัครส.ส.ได้หากนายสุเทพยังคงดำรงสถานะความเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งรองนายกฯอยู่ เพราะเข้าข่ายนิยามของการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 4 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542” นายเสรีกล่าว
อดีตรองประธานส.ส.ร. ทิ้งท้ายว่า ทางที่ดีเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อไปถ้ารองนายกฯสุเทพต้องการจะลงสมัครส.ส.จริงก็ควรจะลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯก่อน เพียงเท่านี้ก็ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเมื่อได้ตำแหน่งส.ส.แล้วก็สามารถกลับเข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้ส.ส.เป็นรัฐมนตรีไปพร้อมๆกันน่าจะดีกว่า” นายเสรี กล่าว







