
3จี ความต้องการของใคร
...สมผล ตระกูลรุ่ง
คำพิพากษาของศาลปกครอง ที่ให้ระงับการประมูล 3จี กลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นฮิตตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย
3จี คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ผมคงไม่ได้อยู่ในวิสัยที่จะชี้แจงแถลงไข เพราะมีกูรูท่านผู้รู้อธิบายไว้มากมายในเกือบจะทุกแง่มุมแล้ว
เท่าที่สดับตรับฟังกูรูที่ออกมาให้ความรู้ 3จี ก็คือเทคโนโลยีของระบบโทรศัพท์มือถือ (ถ้าไม่ใช้มือถือแล้วจะใช้อะไรถือ) หรือจะเรียกให้เป็นทางการก็คือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งแทบจะไม่มีชาวบ้านเขาเรียกกัน โดย 3จี เป็นระบบที่ทันสมัยกว่าระบบที่เราใช้กันอยู่ เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตามปกติ
ก็เท่านั้นเอง
และเพราะโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งเสพติดสำหรับคนรุ่นใหม่ (คนรุ่นเก่าก็ติดกับเขาด้วย เพียงแต่ใช้เครื่องทันสมัยไม่เป็นเหมือนเด็กๆ) ธุรกิจโทรศัพท์มือถือจึงทำกำไรมหาศาลให้กับผู้ประกอบการ
ถ้านึกไม่ออกว่า กำไรมากเพียงใด ก็ให้นึกเศรษฐีบ้านเราที่เคยจ่ายเช็คเด้ง ด้วยเงินเพียง 3 หมื่นบาท แต่พอได้ทำธุรกิจมือถือ มีเงินรวยหลายแสนล้านบาท ในเวลาเพียงกว่า 10 ปีเท่านั้น
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ โลกในยุคนี้ เป็นโลกของเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก้าวหน้าแบบติดจรวจ เครื่องมือเครื่องใช้ทางเทคโนโลยี จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงไม่ใช่น่าแปลกใจเลยที่คนรุ่นใหม่จะใฝ่ฝันให้ประเทศไทยมีโทรศัพท์ระบบ 3 จี ไว้ใช้เหมือนประเทศที่เจริญแล้ว
เพราะเราทนไม่ได้ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพัฒนาช้ากว่า จะมีระบบ 3 จี ก่อนไทยเรา
โทรศัพท์มือถือติดต่อกันได้โดยใช้คลื่นวิทยุโทรคมนาคม ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ มีมูลค่าในทางธุรกิจหลายแสนล้านบาท ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ เป็นผู้มีอำนาจจัดสรร จะอนุญาตให้ใครก็ได้ รวมถึงประธาน รสช.ที่กุมอำนาจรัฐภายใต้กระบอกปืน ก็มีอำนาจนำทรัพยากรของชาติไปแจกจ่ายให้ใครบางคนจนร่ำรวย มีเงินมากมายแอบซุกทั้งในและต่างประเทศ แต่ที่น่าเสียใจคือ นำเงินเหล่านั้นกลับมาทำลายบ้านเมือง เผาบ้านเผาเมือง
รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งร่างขึ้นโดยไม่ไว้ใจนักการเมือง จึงได้บัญญัติมาตรา 40 กำหนดให้
“คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”สรุปก็คือ รัฐธรรมนูญปี 2540 ย้ายอำนาจการจัดสรรคลื่นจากรัฐบาลให้เป็นขององค์กรอิสระที่จะตั้งขึ้นตามกฎหมาย เป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรร โดยคาดหวังว่า จะเป็นองค์กรที่เป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของนักการเมือง เพื่อให้การจัดสรรคลื่นเป็นไปโดยไม่มีเงินใต้โต๊ะก้อนโตๆๆๆๆๆๆๆ
นักการเมืองในยุคนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็หน้าตาคล้ายกับนักการเมืองในปัจจุบันนี้ ได้ตรากฎหมายลูกขึ้นฉบับหนึ่ง ที่ชื่อยาวมากๆ คือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
นักการเมืองยุคนั้น ได้แบ่งคลื่นความถี่ออกเป็น 2 ประเภท คือ คลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์กับคลื่นความถี่โทรคมนาคม คือ จัดพวกสื่อสารมวลชนไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรทัศน์ไว้พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งคือพวกการติดต่อสื่อสาร พวกโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ตไร้สาย
เมื่อแบ่งคลื่นความถี่เป็น 2 ประเภทแล้ว ได้จัดตั้ง 2 องค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรร คือ คณะกรรมการกิจการการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ เรียกว่า
“กสช” ให้ดูแลจัดสรรคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ส่วนกิจการโทรคมนาคม ได้ตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่เรียกว่า
“กทช” เป็นผู้ดูแลจัดสรรถ้ายังจำกันได้ ในการสรรหาทั้ง กสช. และ กทช. ใช้เวลานานมากๆๆ เฉพาะกรรมการสรรหา กว่าจะตั้งกันได้ก็คัดค้านกัน ฟ้องร้องกันอยู่นาน จัดเป็นมหากาพย์เรื่องหนึ่งของเมืองไทย
ต่อมารัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกยกฐานะให้เป็นประวัติศาสตร์โดย คมช. เราจึงได้รัฐธรรมนูญใหม่ ปี 2550 ซึ่งหน้าตาคล้ายๆ ปี 2540 โดยบัญญัติเรื่องคลื่นความถี่ไว้ที่มาตรา 47
“
คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่ง ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
”คำว่า
“องค์กรหนึ่ง” ดังกล่าว หมายถึงให้มีเพียงองค์กรเดียวในการจัดสรรคลื่นความถี่ ทั้งวิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ทำให้ต้องตรากฎหมายตั้งองค์กรใหม่ ที่เราเรียกกันว่า “กสทช.” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้ทรงเกียรติประเด็นของ กทช. น่าจะมาจากบทเฉพาะกาล มาตรา 305 ที่บัญญัติว่า ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสอง มาใช้บังคับจนกว่าจะมีกฎหมายจัดตั้งองค์กรหนึ่งเพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นทั้งสองประเภท ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
กทช.เลยตีความว่า เมื่อไม่นำเรื่องการตั้ง กสทช. มาบังคับใช้ กทช.ก็น่าจะมีอำนาจจัดสรรได้ตามกฎหมายเดิม แต่ลืมไปว่า ในวรรคสอง มีเรื่องอำนาจการจัดสรรด้วย เมื่อยังไม่ให้นำวรรคสองมาใช้ ก็ต้องไม่ใช้ทั้งวรรค อำนาจการจัดสรรจึงถูกเว้นวรรคไปด้วย
ศาลท่านไม่ต้องการให้เกิดปัญหาภายหลัง จึงให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ในวันนี้ แม้จะล่วงเลยระยะเวลา 180 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้วก็ตาม ท่านผู้ทรงเกียรติของเราก็ยังทำคลอดกฎหมายไม่ทัน ไม่รู้ว่าท่านไปสนใจเรื่องอะไร พวกหนึ่งคงคิดแต่จะนำนักโทษหนีคุกกลับบ้าน คอยแต่จะล้มรัฐบาล พวกหนึ่งที่ได้อำนาจรัฐ ก็คอยแต่จัดวางอำนาจเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง หลายพวกคงอยากติดปีกจึงมัวแต่ฝึกโดดร่มไม่ยอมเข้าประชุม นี่จึงเป็นเหตุให้วัยรุ่นไม่มี 3จี ใช้
ปัญหาที่เกิดขึ้น น่าจะมาจากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว หาก กทช.ไม่กินรวบ ชักชวน กสทฯ กับ ทีโอที มาร่วมกันแบ่งเค้ก อาจไม่เกิดปัญหาจนต้องฟ้องร้องที่ศาล
ชาวบ้านส่วนใหญ่คงไม่ได้เดือดร้อนกับการไม่มี 3จี ใช้ คนที่เดือดร้อนจึงน่าจะเป็นพวกผู้ประกอบการที่ขาดโอกาสทำกำไร และอีกพวกหนึ่งก็น่าจะเป็นผู้คุมอำนาจที่รอเงินส่วนแบ่งจากผู้ประกอบการ
ชาวบ้านอย่างเราๆ แม้ไม่ได้ดูหนังฟังเพลงจากมือถือ ก็ยังอยู่กันได้
แต่ท่านผู้ทรงเกียรติ คงกลัวว่าจะไม่มีกระสุนสำหรับการเลือกตั้ง







