posttoday
3จี ความต้องการของใคร

3จี ความต้องการของใคร

27 กันยายน 2553

...สมผล ตระกูลรุ่ง

คำพิพากษาของศาลปกครอง ที่ให้ระงับการประมูล 3จี กลายเป็นเรื่องเด่นประเด็นฮิตตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

3จี คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ผมคงไม่ได้อยู่ในวิสัยที่จะชี้แจงแถลงไข เพราะมีกูรูท่านผู้รู้อธิบายไว้มากมายในเกือบจะทุกแง่มุมแล้ว

เท่าที่สดับตรับฟังกูรูที่ออกมาให้ความรู้ 3จี ก็คือเทคโนโลยีของระบบโทรศัพท์มือถือ (ถ้าไม่ใช้มือถือแล้วจะใช้อะไรถือ) หรือจะเรียกให้เป็นทางการก็คือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งแทบจะไม่มีชาวบ้านเขาเรียกกัน โดย 3จี เป็นระบบที่ทันสมัยกว่าระบบที่เราใช้กันอยู่ เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตามปกติ

ก็เท่านั้นเอง

และเพราะโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งเสพติดสำหรับคนรุ่นใหม่ (คนรุ่นเก่าก็ติดกับเขาด้วย เพียงแต่ใช้เครื่องทันสมัยไม่เป็นเหมือนเด็กๆ) ธุรกิจโทรศัพท์มือถือจึงทำกำไรมหาศาลให้กับผู้ประกอบการ

ถ้านึกไม่ออกว่า กำไรมากเพียงใด ก็ให้นึกเศรษฐีบ้านเราที่เคยจ่ายเช็คเด้ง ด้วยเงินเพียง 3 หมื่นบาท แต่พอได้ทำธุรกิจมือถือ มีเงินรวยหลายแสนล้านบาท ในเวลาเพียงกว่า 10 ปีเท่านั้น

ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ โลกในยุคนี้ เป็นโลกของเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก้าวหน้าแบบติดจรวจ เครื่องมือเครื่องใช้ทางเทคโนโลยี จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงไม่ใช่น่าแปลกใจเลยที่คนรุ่นใหม่จะใฝ่ฝันให้ประเทศไทยมีโทรศัพท์ระบบ 3 จี ไว้ใช้เหมือนประเทศที่เจริญแล้ว

เพราะเราทนไม่ได้ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพัฒนาช้ากว่า จะมีระบบ 3 จี ก่อนไทยเรา

โทรศัพท์มือถือติดต่อกันได้โดยใช้คลื่นวิทยุโทรคมนาคม ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ มีมูลค่าในทางธุรกิจหลายแสนล้านบาท ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ เป็นผู้มีอำนาจจัดสรร จะอนุญาตให้ใครก็ได้ รวมถึงประธาน รสช.ที่กุมอำนาจรัฐภายใต้กระบอกปืน ก็มีอำนาจนำทรัพยากรของชาติไปแจกจ่ายให้ใครบางคนจนร่ำรวย มีเงินมากมายแอบซุกทั้งในและต่างประเทศ แต่ที่น่าเสียใจคือ นำเงินเหล่านั้นกลับมาทำลายบ้านเมือง เผาบ้านเผาเมือง

รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งร่างขึ้นโดยไม่ไว้ใจนักการเมือง จึงได้บัญญัติมาตรา 40 กำหนดให้ “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

สรุปก็คือ รัฐธรรมนูญปี 2540 ย้ายอำนาจการจัดสรรคลื่นจากรัฐบาลให้เป็นขององค์กรอิสระที่จะตั้งขึ้นตามกฎหมาย เป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรร โดยคาดหวังว่า จะเป็นองค์กรที่เป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของนักการเมือง เพื่อให้การจัดสรรคลื่นเป็นไปโดยไม่มีเงินใต้โต๊ะก้อนโตๆๆๆๆๆๆๆ

นักการเมืองในยุคนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็หน้าตาคล้ายกับนักการเมืองในปัจจุบันนี้ ได้ตรากฎหมายลูกขึ้นฉบับหนึ่ง ที่ชื่อยาวมากๆ คือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

นักการเมืองยุคนั้น ได้แบ่งคลื่นความถี่ออกเป็น 2 ประเภท คือ คลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์กับคลื่นความถี่โทรคมนาคม คือ จัดพวกสื่อสารมวลชนไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรทัศน์ไว้พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งคือพวกการติดต่อสื่อสาร พวกโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ตไร้สาย

เมื่อแบ่งคลื่นความถี่เป็น 2 ประเภทแล้ว ได้จัดตั้ง 2 องค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรร คือ คณะกรรมการกิจการการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ เรียกว่า “กสช” ให้ดูแลจัดสรรคลื่นวิทยุและโทรทัศน์

ส่วนกิจการโทรคมนาคม ได้ตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่เรียกว่า “กทช” เป็นผู้ดูแลจัดสรร

ถ้ายังจำกันได้ ในการสรรหาทั้ง กสช. และ กทช. ใช้เวลานานมากๆๆ เฉพาะกรรมการสรรหา กว่าจะตั้งกันได้ก็คัดค้านกัน ฟ้องร้องกันอยู่นาน จัดเป็นมหากาพย์เรื่องหนึ่งของเมืองไทย

ต่อมารัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกยกฐานะให้เป็นประวัติศาสตร์โดย คมช. เราจึงได้รัฐธรรมนูญใหม่ ปี 2550 ซึ่งหน้าตาคล้ายๆ ปี 2540 โดยบัญญัติเรื่องคลื่นความถี่ไว้ที่มาตรา 47

“คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่ง ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

คำว่า “องค์กรหนึ่ง” ดังกล่าว หมายถึงให้มีเพียงองค์กรเดียวในการจัดสรรคลื่นความถี่ ทั้งวิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ทำให้ต้องตรากฎหมายตั้งองค์กรใหม่ ที่เราเรียกกันว่า “กสทช.” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้ทรงเกียรติ

ประเด็นของ กทช. น่าจะมาจากบทเฉพาะกาล มาตรา 305 ที่บัญญัติว่า ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสอง มาใช้บังคับจนกว่าจะมีกฎหมายจัดตั้งองค์กรหนึ่งเพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นทั้งสองประเภท ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

กทช.เลยตีความว่า เมื่อไม่นำเรื่องการตั้ง กสทช. มาบังคับใช้ กทช.ก็น่าจะมีอำนาจจัดสรรได้ตามกฎหมายเดิม แต่ลืมไปว่า ในวรรคสอง มีเรื่องอำนาจการจัดสรรด้วย เมื่อยังไม่ให้นำวรรคสองมาใช้ ก็ต้องไม่ใช้ทั้งวรรค อำนาจการจัดสรรจึงถูกเว้นวรรคไปด้วย

ศาลท่านไม่ต้องการให้เกิดปัญหาภายหลัง จึงให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ในวันนี้ แม้จะล่วงเลยระยะเวลา 180 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้วก็ตาม ท่านผู้ทรงเกียรติของเราก็ยังทำคลอดกฎหมายไม่ทัน ไม่รู้ว่าท่านไปสนใจเรื่องอะไร พวกหนึ่งคงคิดแต่จะนำนักโทษหนีคุกกลับบ้าน คอยแต่จะล้มรัฐบาล พวกหนึ่งที่ได้อำนาจรัฐ ก็คอยแต่จัดวางอำนาจเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง หลายพวกคงอยากติดปีกจึงมัวแต่ฝึกโดดร่มไม่ยอมเข้าประชุม นี่จึงเป็นเหตุให้วัยรุ่นไม่มี 3จี ใช้

ปัญหาที่เกิดขึ้น น่าจะมาจากการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว หาก กทช.ไม่กินรวบ ชักชวน กสทฯ กับ ทีโอที มาร่วมกันแบ่งเค้ก อาจไม่เกิดปัญหาจนต้องฟ้องร้องที่ศาล

ชาวบ้านส่วนใหญ่คงไม่ได้เดือดร้อนกับการไม่มี 3จี ใช้ คนที่เดือดร้อนจึงน่าจะเป็นพวกผู้ประกอบการที่ขาดโอกาสทำกำไร และอีกพวกหนึ่งก็น่าจะเป็นผู้คุมอำนาจที่รอเงินส่วนแบ่งจากผู้ประกอบการ

ชาวบ้านอย่างเราๆ แม้ไม่ได้ดูหนังฟังเพลงจากมือถือ ก็ยังอยู่กันได้

แต่ท่านผู้ทรงเกียรติ คงกลัวว่าจะไม่มีกระสุนสำหรับการเลือกตั้ง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ