posttoday
เอแบคสำรวจพบคน50%เทคะแนนให้ปชป.หากมีเลือกตั้งใหม่

เอแบคสำรวจพบคน50%เทคะแนนให้ปชป.หากมีเลือกตั้งใหม่

26 กันยายน 2553

เอแบคโพลสำรวจหากมีการเลือกตั้งใหม่ ประชาชน50%เทคะแนนให้ประชาธิปัตย์ แต่กลุ่มข้าราชการ-รัฐวิสาหกิจ-เกษตรกร-แรงงานยังลังเล ชี้ภาคเหนือแข่งขันดุเดือด

เอแบคโพลสำรวจหากมีการเลือกตั้งใหม่ ประชาชน50%เทคะแนนให้ประชาธิปัตย์ แต่กลุ่มข้าราชการ-รัฐวิสาหกิจ-เกษตรกร-แรงงานยังลังเล ชี้ภาคเหนือแข่งขันดุเดือด

นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า จากการวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง  เปิดใจสาธารณชน วิเคราะห์เชิงลึกกลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งใหม่วันนี้ พรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ใครจะได้เป็นรัฐบาล กรณีศึกษาตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งและตัดสินใจแล้วใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ  จำนวน 4,312 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 – 25 กันยายน  2553 พบว่า  ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ประชาชนที่ตัดสินใจแล้ว 50.7%  ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์   ขณะที่ประมาณเกือบ 1 ใน 3 หรือ 33.0% จะเลือกพรรคเพื่อไทย และ 16.3% จะเลือกพรรคอื่นๆ

ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามเพศของผู้ถูกสำรวจพบว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนของคนที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่ากลุ่มผู้ชาย 54.8% ต่อ 46.7%  ขณะที่กลุ่มคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยมีสัดส่วนของผู้ชาย มากกว่า ผู้หญิงคือ 37.2% ต่อ 28.8%

ขณะที่เมื่อจำแนกตามอาชีพประจำของคนที่จะเลือกตั้ง พบว่า กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุดคือ 57.7% ส่วนกลุ่มอาชีพที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดย 47.8% ระบุจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ 40.5% จะเลือกพรรคเพื่อไทย และ 11.7% จะเลือกพรรคอื่นๆ

นอกจากนี้ยังพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนไม่ถึงครึ่งคือ 47.8% กับ 47.5% คือในกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสหกิจ และกลุ่มเกษตรกร กับผู้รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป

เมื่อจำแนกตามเขตที่พักอาศัย พบว่า คนที่พักอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าคนที่พักอยู่นอกเขตเทศบาล คือ 52.9% ต่อ 49.6% ขณะที่สัดส่วนของคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยอยู่นอกเขตเทศบาลมากกว่าในเขตเทศบาล คือ 35.7% ต่อ 29.3%  โดยประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งใจจะเลือกพรรคเพื่อไทย มากกว่า คนในภาคอื่นๆ โดยพบว่า เกือบครึ่งหรือ 49.0% จะเลือกพรรคเพื่อไทย 32.1% จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และ 18.9% จะเลือกพรรคอื่นๆ

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนเกินครึ่งในสองภูมิภาค คือ ภาคกลาง 50.7% และภาคใต้ 92.0% โดย ภูมิภาคที่จะต่อสู้กันสูสีมากที่สุดคือ ภาคเหนือ ที่พบว่า 43.9% จะเลือกประชาธิปัตย์ และ 41.7% จะเลือกพรรคเพื่อไทย ส่วน กรุงเทพมหานคร 45.9% จะเลือกประชาธิปัตย์ ขณะที่ 36.7% จะเลือกพรรคเพื่อไทย และ 17.4% จะเลือกพรรคอื่นๆ


นายนพดล กล่าวว่า ข้อมูลที่ค้นพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ถ้ากลไกและกติกา การชนะการเลือกตั้งอาศัยคะแนนเสียงของสาธารณชนเป็นหลัก และฝ่ายการเมืองยึดถือธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติกันมา พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูงที่จะได้เป็นรัฐบาลใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ ถ้าฝ่ายการเมืองยึดเอาจำนวนตัวเลขหรือ โควต้า ของ ส.ส. เป็นหลัก พรรคขนาดกลางน่าจะยังเป็นตัวแปรสำคัญว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลในวัฏจักรเดิมๆ ที่เคยเห็นกันมา โดยอาจนำมาซึ่ง การต่อรองผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

นอกจากนี้เมื่อมองการเมืองในเชิงสังคม มีความน่าเป็นห่วงคือ กลุ่มอาชีพข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจกลับมีความแตกแยกออกเป็นสองกลุ่มที่มีฐานมากพอๆ กัน โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ประชาชน ในภาคเหนือ ที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันดุเดือดสูสี จึงต้องให้ฝ่ายการเมืองช่วยกันพิจารณา อย่าให้การแข่งขันทางการเมืองทำลายความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันของพี่น้องประชาชน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ