
ปมคาใจลัก 'อาร์พีจี' สัญญาณสยองป่วนเมือง
หากสื่อมวลชนไม่นำเสนอข่าว ก็อาจเป็นไปได้ว่ากรณีลูกยิงอาร์พีจี2 จำนวน 39 ลูก รวมทั้งกระสุนปืนกลเอ็ม 60 อีกร่วม 1 หมื่นนัด ถูกโจรกรรมไปจากกองสรรพาวุธกลางที่ 2 กรมสรรพาวุธทหารบก จ.ลพบุรี จะถูกเก็บเงียบ เพราะเหตุโจรกรรมถูกตรวจสอบพบตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย. แต่ผ่านมาร่วม 2 สัปดาห์ ก็ยังไม่มีความคืบหน้า กระทั่งปรากฏเป็นข่าว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จึงยอมรับและสั่งการให้สืบสวน โดยใช้วิธีตรวจดีเอ็นเอผู้เกี่ยวข้องทุกนาย และไม่นานก็สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้
อาวุธสงครามร้ายแรงหายออกจากคลังแสง สะท้อนถึงความหละหลวมของหน่วยงานสำคัญด้านความมั่นคงก็น่าวิตกพออยู่แล้ว ยิ่งในห้วงที่ประเทศไทยเผชิญกับภาวะความไม่สงบ มีการก่อเหตุรุนแรงขึ้นกลางเมืองหลวง และหัวเมืองใหญ่หลายแห่ง อาวุธสงครามจำนวนมากที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบจากการชุมนุมสี่แยกราชประสงค์เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยิ่งเพิ่มความรู้สึกหวาดผวาให้พุ่งสูงขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนการชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้อแดง ก็มีข่าวอาวุธสงครามในคลังแสงกองพันทหารช่างสนาม 401 ค่ายอภัยบริรักษ์ จ.พัทลุง อาทิ ระเบิดขว้างแบบเอ็ม 67 จำนวน 69 ลูก กระสุนปืนเอ็ม 16 อีกกว่า 6,000 นัดในเวลานั้นก็หวั่นเกรงว่าอาจจะมีทหารแตงโมนำไปใช้ก่อเหตุ แต่ที่สุดแล้ว พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ระบุว่า พลทหาร 8 นาย ร่วมมือกันขโมย เพื่อเตรียมขายให้ขบวนการก่อความไม่สงบชายแดนภาคใต้ โดยตามไปพบอาวุธทั้งหมดเก็บซ่อนในบ้านของพลทหารแต่ละคนใน จ.นราธิวาส และยะลา
สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นบทเรียน แต่แล้วก็เกิดเหตุซ้ำที่ลพบุรี
llช่องโหว่ระบบรักษาความปลอดภัย
แหล่งข่าวนายทหารสังกัดกองทัพบก เปิดเผยว่า การรักษาความปลอดภัยคลังแสงจะใช้วิธีใช้กุญแจเปิด 2 ดอก โดยหัวหน้าหน่วยจะเป็นผู้ถือกุญแจไว้ดอกหนึ่ง ส่วนอีกดอกอยู่ในความรับผิดชอบของสิบเวร ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปแต่ละวัน
แต่หากเป็นคลังแสงของหน่วยในระดับที่ใหญ่ขึ้น เช่น กองพัน หรือกรม ก็มักจะใช้กุญแจ 3 ดอก โดยทหารอีกนายที่จะเป็นผู้รับผิดชอบกุญแจคือนายสิบช่างสรรพาวุธ
“
เรื่องกุญแจไม่ใช่การป้องกัน แต่เป็นการหาคนรับผิดชอบหากเกิดอาวุธหายมากกว่า เพราะหากมีอาวุธสูญหาย ผู้ที่ถือกุญแจก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ” แหล่งข่าวอธิบายถึงระบบการรักษาความปลอดภัยคลังสรรพาวุธ และอธิบายขยายความให้เห็นถึงช่องโหว่ว่า ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่นายสิบเวรจะใช้พลทหารให้มาช่วยขัดปืน ทำความสะอาดคลังแสง สิ่งที่เกิดตามมาคือการลักลอบหยิบกระสุนในคลังออกไปครั้งละเล็กละน้อย“
หากเป็นอาวุธปืน จะสังเกตง่ายว่าหายไป เพราะจะแขวนไว้บนราวปืน มองกวาดสายตาก็จะเห็นว่าอยู่ครบหรือไม่ แต่พวกลูกระเบิด กระสุน มีจำนวนเป็นร้อยเป็นพันนัด ไม่มีใครมานั่งนับ กลายเป็นจุดโหว่”มาตรการของกองทัพในการดูแลคลังอาวุธ คือ ให้มีการตรวจสอบระดับกองร้อยทุกสัปดาห์ ส่วนในระดับกองพันก็ตรวจสอบเดือนละครั้ง แต่หลังเกิดเหตุอาวุธและกระสุนหายจากคลังแสงทหารบ่อยๆ กองทัพก็เปลี่ยนมาใช้กุญแจแบบใส่รหัสตัวเลข ซึ่งจะมีแค่นายสิบเวรและผู้บังคับกองร้อยรู้รหัสแค่ 2 คน
แต่ปัญหาก็คือ การเปลี่ยนสิบเวรทุกวัน ทำให้รหัสถูกเปิดเผย
llผ่าตำนานขบวนการค้าอาวุธ
ในอดีต แหล่งใหญ่อาวุธสงครามมักจะมาจากชายแดนด้านกัมพูชา หลังสงครามในประเทศเพื่อนบ้านยุติลง อาวุธสงครามจำนวนมากถูกนำมาขายต่อ
“
ช่วง 20 ปีก่อนจะเห็นได้ชัดว่า การใช้อาวุธสงครามก่อเหตุฆ่าจะพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออก นั่นก็เพราะทะลักเข้ามาจากกัมพูชา จากนั้นก็มีการแพร่กระจายไปในพื้นที่อื่นๆ ปัจจัยที่ทำให้ผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันออกยุคก่อนตั้งตัวได้ก็มาจากของเถื่อนกับอาวุธสงครามนี่แหละ” แหล่งข่าวนายตำรวจเปิดเผยถึงต้นตอของขบวนการค้าอาวุธสงครามจากการหาซื้อเพื่อไว้ใช้ป้องกันตัวคราวละไม่กี่กระบอก ก็พัฒนามาเป็นการซื้อครั้งละจำนวนมาก โดยเป้าหมายก็เพื่อส่งขายต่อให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทยพม่า ซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้มหาศาลให้กับผู้มีอิทธิพลแห่งภาคตะวันออกในอดีต แต่ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของรัฐบาลกัมพูชา และการผนวกกองกำลังกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมเป็นกองทัพกัมพูชาเพียงหนึ่งเดียว ทำให้การควบคุมพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการลักลอบซื้ออาวุธสงครามก็ทำได้ยากขึ้น เมื่อหาจากภายนอกไม่ได้ แหล่งใหม่ก็คือ การหาจากภายในประเทศ
“
เมื่อปลายปี 2542 มีคดีลักกระสุนที่รอการทำลายจากคลังแสงสรรพาวุธตำรวจ ย่านเศรษฐศิริกว่า 4 หมื่นนัด ส่งขายให้ชนกลุ่มน้อยในพม่า ซึ่งผู้ต้องหาคนหนึ่งก็เกี่ยวพันกับเสธ.คนดังภาคเหนือ นั่นเป็นครั้งแรกที่เราพบข้อมูลการขโมยอาวุธในประเทศ”แต่ปัจจัยการเมืองภายในประเทศพม่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดจุดพลิกผันของขบวนการค้าอาวุธสงคราม หลังการโจมตีที่มั่นชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มจนแตกสลาย กองกำลังเหล่านี้ก็กระจัดกระจาย และส่วนหนึ่งก็ทะลักเข้ามาค้าแรงงานเถื่อนในประเทศไทย อาวุธเหล่านี้ถูกนำมาขายอีกครั้ง
“
พอฐานแตก กองกำลังแยกสลาย อาวุธจำนวนมากก็ถูกขายต่อ ซึ่งช่วงหลังจะพบว่ามีการส่งขายต่อให้กับกลุ่มอาเจะห์ ในอินโดนีเซีย และกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมในศรีลังกา ผ่านทางสตูล ภูเก็ต และระนอง แต่ปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว หลังกลุ่มอาเจะห์ยอมหยุดยิง และรัฐบาลศรีลังกาโจมตีอีแลมแตกกระเจิง”แต่คำถามสำคัญคือ การลักลอบขโมยอาวุธในปัจจุบันเพื่ออะไร?
“
ส่วนหนึ่งก็ยังส่งขายให้กับชนกลุ่มน้อย แต่ไม่ใช่การขายปืน ขายเครื่องยิงจรวดให้เหมือนในอดีต แต่เป็นการขายกระสุน ขายระเบิด เพราะอย่าลืมว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ลดน้อยลง แต่การสู้รบก็ยังมีอยู่เป็นประจำทุกปี ความต้องการกระสุนจึงมีมากกว่าปืน”ll
ปมคาใจ : ลักขายใครแม้ว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมจะสารภาพว่า อาวุธเหล่านี้จะส่งไปขายให้กับชนกลุ่มน้อยชายแดนไทยพม่า แต่ข้อมูลซึ่ง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) หัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ตรวจสอบพบกลับตรงข้ามและเต็มไปด้วยข้อสงสัยคาใจหลายประเด็น
“
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางข้ามไปตรวจสอบยังชนกลุ่มน้อย ก็ได้ข้อมูลว่าไม่มีการซื้อขายอาวุธจากประเทศไทยมานาน 2 ปี ซึ่งก็ต้องสอบสวนต่อไปว่า อาวุธที่ขโมยไปนั้นนำไปขายให้ใคร”ข้อสงสัยที่ตามมาก็คือ นอกเหนือจาก ส.อ.เสมา คชเพต ทหารประจำหน่วยปืนใหญ่ นายนพพร สุริวงศ์ ลูกจ้าง ผ.2 กองคลังแสง นายสมเกียรติ เลื่อนลอย ลูกจ้าง ผ.4 กองคลังแสง เป็นผู้ร่วมงัดแงะ นำกระสุนออกจากคลัง นายเอกชัย หลำชุ่ม เป็นผู้ขับรถกระบะมาส่ง และรับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งถูกจับกุมแล้ว และผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก 3 คน ประกอบด้วย นายถาวร รักบุญ เป็นผู้ร่วมงัดแงะ นำกระสุนออกจากคลัง จ.ส.อ.ประวิทย์ เชิงคีรี ตำแหน่งศูนย์สร้างอาวุธ เป็นผู้รับกระสุนต่อจาก ส.อ.เสนา จ.ส.อ.เอนก ออกแม้น ทหารนอกราชการ เป็นผู้รับกระสุนต่อจาก ส.อ.เสนา ยังมีใครที่ร่วมขบวนการด้วยหรือไม่
“
แก๊งนี้ค้าอาวุธสงครามมานานแล้ว เชื่อว่ามีนายทหารยศสูงอดีตผู้บังคับบัญชาของผู้ต้องหาอยู่เบื้องหลัง”พล.ต.ท.อัศวิน เปิดเผยข้อมูลที่คาดว่าจะมีผู้อยู่เบื้องหลังว่า อาวุธที่หายไปประกอบด้วย กระสุนปืนเอ็ม 60 จำนวน 9,000 นัด ขายนัดละ 10 บาท และลูกยิงอาร์พีจี 2 จำนวน 39 ลูก ขายลูกละ 1,000 กว่าบาท การขโมยจะแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรกขับรถไปส่งและรอที่ริมรั้วติดแนวป่า ส่วนอีกชุดจะเดินลัดเลาะป่าเข้าไปในคลังแสงระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมง หลังจากขโมยแล้วก็จะเดินกลับออกมาที่รถต้องหลบหลีกและลัดเลาะป่า จากนั้นจะส่งให้ลูกค้าที่สั่งตามจุดต่างๆ ในตัวเมืองลพบุรี แก๊งนี้ได้ขโมยอาวุธ 2 รอบ รอบแรกวันที่ 1 ก.ย. ขโมยลูกเอ็ม 60 ส่วนวันที่ 4 ก.ย. ก็กลับมาขโมยลูกยิงอาร์พีจี 2
“
ผมจะลงพื้นที่เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมเนื่องจากสงสัยอีกหลายประเด็น นอกจากนั้นได้ทำเรื่องถึง ผบ.ตร.เพื่อขอเพิ่มพนักงานสอบสวน จ.ลพบุรี อีก 4 คน เพื่อช่วยสอบในประเด็นต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบ คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์ จะสามารถสรุปสำนวนการสอบสวนได้” พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวไม่ว่าจะมีผู้บงการที่สูงกว่าทหารชั้นประทวนและลูกจ้างที่ถูกจับกุมได้หรือไม่ แต่ที่สำคัญ จากนี้ไปกองทัพและหน่วยงานที่มีอาวุธสงครามในครอบครองทั้งหมดจะต้องปรับระบบควบคุม และรักษาความปลอดภัยคลังแสงให้เข้มงวดจริงจัง เพื่อมิให้ผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวลักลอบนำอาวุธร้ายเหล่านี้ออกมาก่อเหตุทำลายความสงบสุขของสังคม







