posttoday
กลับจากการสูญพันธุ์

กลับจากการสูญพันธุ์

10 กันยายน 2560

แม้กระแสเรียกร้องให้ปล่อยจระเข้น้ำเค็มซึ่งมีผู้บันทึกภาพไว้ได้และถูกนำเสนอข่าว จนเจ้าหน้าที่ได้ส่งทีมไปจับตัวมาได้บริเวณหาดบางเทา

โดย/ภาพ  ธเนศน์ นุ่นมัน

แม้กระแสเรียกร้องให้ปล่อยจระเข้น้ำเค็มซึ่งมีผู้บันทึกภาพไว้ได้และถูกนำเสนอข่าว จนเจ้าหน้าที่ได้ส่งทีมไปจับตัวมาได้บริเวณหาดบางเทา จ.ภูเก็ต และนำไปดูแลที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 5 จะเริ่มจางลงไปบ้างตามกระแส แต่เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เปราะบาง เชื่อว่าผู้ที่สนใจเรื่องนี้จริงๆ จะยังติดตามข่าวนี้อยู่ แม้จะไม่มีกระแสแล้วก็ตาม

แต่เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนจึงไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องเข้าไปจัดการให้เป็นไปตามที่กระแสดราม่ากดดันให้เป็นไปและน่าจะคลี่คลายได้ หลังจากตรวจพิสูจน์รหัสพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ว่า เป็นจระเข้เลี้ยงหรือจระเข้ในธรรมชาติ ถึงเวลานั้นแนวทางในการดำเนินการกับจระเข้ตัวนี้ก็น่าจะชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กรณีที่ รศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาระบุว่า จากงานวิจัยการค้นพบตลอด 70 ปี ไม่เคยมีรายงานการพบจระเข้น้ำเค็มธรรมชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มันสูญหายไปจากพื้นที่แล้วเช่นเดียวกับสัตว์หลายชนิด จึงควรมีการศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ

แน่นอนครับประเด็นนี้น่านำไปคิดต่อในเชิงบวกนะครับ โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่บรรดาสัตว์ซึ่งเคยถูกระบุว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว หรือสุ่มเสี่ยง ที่จะสูญพันธุ์จนแทบไม่มีผู้พบเห็น เมื่อเวลาผ่านไปกลับจะถูกพบตัวเป็นๆ ในถิ่นกำเนิดเดิมของมัน อีกครั้ง

คำตอบที่ได้ คือ สัตว์ในกลุ่มที่กล่าวมานั้นมีอยู่จริง ที่ผ่านมามีรายงานด้านสิ่งแวดล้อมในบางประเทศ เคยระบุถึงการกลับมามีชีวิตอยู่ในแหล่งทั้งจากวิถีธรรมชาติ ป่าที่เคยเสื่อมโทรมเมื่อไม่มีคนบุกรุก ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นจนสัตว์บางชนิดกลับมา และจากงานวิจัย ที่เข้าช่วยเพิ่มประชากรของพวกมัน

เช่นเดียวกับกรณีกบต้นไม้ลายด่าง (Spotted tree frog) กบที่นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว กว่า 15 ปี กบต้นไม้ลายด่าง ก็ถูกพบอีกครั้งในอุทยานแห่งชาติ Kosciuszko ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า มันสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและร่างกายที่ไม่สามารถต้านเชื้อรา Chytrid ได้ ปัจจุบันนักวิจัยพยายามเพาะเลี้ยงให้มันใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์วิจัยประมาณ 1 ปี จนร่างกายแข็งแรงพอที่จะปล่อยกลับคืนสู่แหล่งธรรมชาติ

โดยภายหลังจากการปล่อยคืนสู่แหล่งธรรมชาติได้ตรวจสอบ พบว่ามีกบต้นไม้ลายด่างกว่า 20% รอดชีวิตอยู่ได้ ทั้งๆ ที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์จะมีเพียง 5% เท่านั้นที่รอดชีวิต และด้วยเหตุนี้จึงเชื่ออีกว่าหลังจากกลับคืนมาจากการสูญพันธุ์มันจะสามารถพัฒนาสายพันธุ์ของตัวเองให้ต้านทานโรคได้มากขึ้นและอยู่รอดต่อไป

สุนัขป่านิวกินี (New Guinea Highland Wild Dogs)-เกาะนิวกินีซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศออสเตรเลีย เคยมีเจ้าสุนัขป่าสายพันธุ์นี้เป็นสัตว์ พื้นถิ่นสำคัญ แต่กว่าครึ่งศตวรรษที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถชี้ชัดถึงสถานะการดำรงอยู่ของสุนัขป่า สายพันธุ์นี้ได้ จนกระทั่งในปี 2559 มีผู้พบร่องรอยพวกมันบริเวณที่ราบสูงบนเกาะนิวกินี และตั้งกล้องกับดักจับภาพพวกมันไว้ได้ ว่ากันว่ามันเป็นสัตว์สายพันธุ์สุนัขโบราณที่พบเห็นยากที่สุดในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับฟิชเชอร์ (Fisher) สัตว์สายพันธุ์เดียวกับมิ้ง พังพอน และนาก เคยพบกระจายพันธุ์ค่อนข้างกว้างขวางในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ถูกมนุษย์ล่าเพื่อเอาหนังและขนทำเป็นเสื้อขนสัตว์ เช่นเดียวกับสัตว์ในวงศ์นี้สกุลและชนิดอื่นๆ ถูกระบุว่าไม่ค่อยมีผู้พบเห็นมันในแหล่งธรรมชาติจนเชื่อว่ามันอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์

โดยช่วงทศวรรษที่ 90 หน่วยวิจัยด้านสัตว์ป่าของเพนซิลเวเนียได้ปล่อยฟิชเชอร์เพาะเลี้ยงในป่าทางตอนเหนือของรัฐเพนซิลเวเนีย ท่ามกลางความหวังว่าจะเห็นประชากรของพวกมันเพิ่มขึ้น กระทั่งเมื่อต้นปี 2559 พวกมันถูกพบผ่านกล้องกับดัก จากป่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา และได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ทรัพยากรธรรมชาติรัฐไอโอวาว่ามันคือฟิชเชอร์ในแหล่งธรรมชาติจริง

แม้แต่ไทลาซีน (Thylacine) หรือที่รู้จักในชื่อ "เสือแทสเมเนีย" (Tasmanian Tiger) ซึ่งเคยมีถิ่นฐานอยู่ในออสเตรเลีย รัฐแทสเมเนียและนิวกินี มันถูกบันทึกว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 81 ปีก่อน เพราะถูกล่าอย่างหนัก เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่มีลายทางที่หลังคล้ายเสือ จึงเชื่อกันว่ามันดุร้าย เป็นนักล่าที่คุกคามไร่ปศุสัตว์ และเป็นอันตราย รัฐบาลออสเตรเลียเมื่อร้อยกว่าปีก่อนถึงตั้งค่าหัวจับตายพวกมัน ชาวไร่เองก็สังหารพวกมันไปเป็นจำนวนมาก

ต่อมาเมื่อมีงานวิจัยจากที่ได้สแกนกะโหลก ของมันและทดสอบด้วยแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ ยืนยันว่าขากรรไกรของเสือแทสเมเนีย อ่อนแอเกินกว่าจะขย้ำสัตว์ใหญ่ได้ มันเป็นเพียงสุนัขที่มีกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้หรือโคอาล่าที่ถูกล่าจนสูญพันธุ์เพราะความเข้าใจผิด

มีรายงานว่าชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยยืนยันว่าพบเห็นไทลาซีนจนเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น มีคลิปบอกเล่ายืนยันการพบเห็นเผยแพร่ กระทั่งมีการตั้งค่าหัว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อล่าตัว เป็นการล่าภาพถ่ายเพื่อยืนยันข่าวลือนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครถ่ายภาพเจ้าเสือแทสเมเนียเพื่อคลี่คลายเรื่องนี้ได้

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท