
คอร์รัปชั่นอำนาจ
"คอร์รัปชั่นอำนาจ" คือ การใช้อำนาจในทาง
"คอร์รัปชั่นอำนาจ" คือ การใช้อำนาจในทาง
ไม่ดีอย่างถ้อยคำของ ลอร์ดแอกตัน (John Emerich Edward Dalberg Acton) ที่เราชอบกล่าวถึงกัน ที่ว่า "อำนาจนำไปสู่การฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ยิ่งฉ้อฉลได้เบ็ดเสร็จ" (Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely.) ซึ่งประเทศไทยกำลังประสบปัญหานี้ไม่ว่าจะปกครองด้วยรูปแบบใดๆ
ก่อนอื่นขอคลายเครียด (หรืออาจจะเครียดมากขึ้น) ด้วยเรื่องล้อการเมืองแนวนิทานอีสป ในเรื่องที่ชื่อว่า "ปูนากับเจ้าของนา" ดังต่อไปนี้
เช้าวันหนึ่ง เจ้าของนาพอไปถึงทุ่งนาก็ ร้องลั่น เพราะข้าวในนาหลายร้อยไร่ที่กำลัง ออกรวงเหลืองอร่ามล้มระเนระนาดไปทั้งทุ่ง ครั้นไปดูใกล้ๆ ก็เห็นเป็นรอยหนีบกัดไปทุกต้น จึง เชื่อว่าเป็นฝีมือของเจ้าปูนาอย่างแน่นอน จึงวิ่งไปร้องต่อเจ้าหน้าที่ชื่อ "ป.ป.ช." จัดการเอาปูนาแสนชั่วนั้นมาลงโทษ จนถึงวันที่จะมีการพิพากษาปูนาก็ไม่มาศาล เจ้าของนาจึงบอกให้คนเฝ้า นาที่จ้างไว้ 2 คน คือ นายมั่นคง (ไม่ทราบนามสกุล) กับนายพิทักษ์ (นามสกุล สันติราษฎร์) แต่ก็ไม่ได้เรื่องทั้งสองคน แต่นายมั่นคงดูดี หน่อยที่ยอมรับสารภาพว่าบกพร่อง (อาจจะให้ดูน่าสงสารก็ได้) ที่ดันไปลดการคุ้มครองและ เลิกการติดตามในช่วงเวลาสำคัญ (ทั้งที่มีมือยุทธศาสตร์และเสธ.ต่างๆ เต็มไปหมด) ในขณะที่นายพิทักษ์ขอเวลาที่จะสร้างเรื่องให้ปะติดปะต่อสักสี่ห้าวัน โดยได้สั่งการให้ลูกน้องทั่วประเทศรายงานมาในวันที่ 1 ก.ย. (ถึงวันที่ลงบทความนี้ก็คงจะแถลงว่าไม่เจอและไม่รู้ว่าอยู่ไหน) สำหรับการค้นรูปูก็ยังไม่กล้าขอคำสั่งศาลไปค้น เพราะไม่รู้ว่าปูจะอยู่ในรูหรือไม่(ฮา) แต่ก็ได้ประสาน ไปยังประเทศต่างๆ ขอความร่วมมือให้ช่วย ตรวจสอบ ซึ่งจะได้คำตอบอย่างไร เมื่อไหร่ ก็ไม่รู้ เพราะเวลาแต่ละประเทศไม่ตรงกัน (ฮาเข้าไป ใครไม่เชื่อว่าหัวหน้านายพิทักษ์พูดอย่างนี้ก็ไปฟังคำให้สัมภาษณ์ของท่านเมื่อวันที่ 30 ส.ค.นั้นได้)
เจ้าของนาครั้นได้ฟังก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะฟังไปก็เหมือนคดีวัดจานบินที่มีการออกข่าวดราม่าจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้ "ตื่นเต้ล" อยู่หลายเดือน จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าอาวาสขาพิการอยู่หนใด ซึ่งคนที่ดูแลเรื่องนี้คงคิดว่านานไปคนก็จะลืมและยอมจ่ายภาษีจ้างพวกที่ไร้สมรรถภาพให้ดูแลท้องนาต่อไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เป็นชาวนาต้องอดทน ให้พวกทำนาบนหลังคนขี่ช้างจับตั๊กแตนให้ดูไปเรื่อยๆ
ขออภัยถ้านิทานข้างต้นไม่เป็นที่ชอบใจ ของผู้ใด แต่ผู้เขียนก็เขียนขึ้นโดยจับกระแสสังคมที่กำลังมีความรู้สึกอย่างรุนแรงกับเรื่องนี้ ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ "ฝ่ายบ้านเมือง" ปล่อยให้ผู้ร้ายต้องคดีสำคัญหนีลอยนวลไปได้อย่าง ไร้ร่องรอยที่น้อยคนจะคาดคิด (แม้กระทั่งฝ่ายที่อยู่ข้างผู้ร้ายคนนั้น) ยิ่งไปกว่านั้นผู้เขียนก็ไม่เห็นด้วยกับผู้ที่ออกมาเชียร์การใช้อำนาจแบบนี้ ที่ว่า "เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง" หรือ "วิน-วิน" ซึ่งมีบางคนบังอาจไปเทียบ (โดย ไม่กลัวเหากินหัว) ว่า เหมือนครั้งที่รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ยอมเสียสละดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาดินแดนไทยส่วนใหญ่นั้นไว้
ว่ากันในทางวิชาการ การกระทำของ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่บนหลักการของการใช้อำนาจรัฐที่ถูกต้องและเป็นไปหลักคุณธรรมที่สำคัญ คือ ประการแรก เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ นั่นคือเอกราชและอธิปไตย ประการต่อมา คือ รักษาชีวิตของประชาชน จากการทำสงคราม และประการที่สาม ทรงมีความรับผิดชอบ คือ ทรงกล้าหาญที่จะประกาศ ถึงสิ่งที่ทรงกระทำและผลจากการที่ได้ทรงกระทำไปนั้น แต่ที่สำคัญที่สุดในทัศนะส่วนตัวของ นักรัฐศาสตร์อย่างผู้เขียน ก็คือ ทรงไม่ยอม ให้ใคร "เหยียบย่ำ" เกียรติยศศักดิ์ศรีของ "คนไทย" และ "ชาติไทย" ซึ่งสิ่งนี้เป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สูงส่งกว่าความเป็นเอกราชและ อธิปไตยนั้นเสียอีก
ท่านทั้งหลายมีความรู้สึกอย่างไรที่มีคน พูดกันทั่วไปว่า "คุกมีไว้สำหรับคนจน" และมีความรู้สึกอย่างไรที่กองทัพและตำรวจนับล้าน ไม่สามารถรักษาความสงบสุขให้แก่คนไทยได้ จนต้องปล่อยให้มีการกระทำที่ "ละเมิดกระบวน การยุติธรรม" อยู่หลายครั้ง ไม่เฉพาะแต่เรื่องปล่อยคนร้ายในคดีสำคัญๆ ให้หนีไป แต่รวมถึงเรื่องที่ไม่สามารถประกันความสงบสุขให้แก่ใครๆ ได้เพราะกลัวมีม็อบมีความวุ่นวาย ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นในวิกฤตของประเทศตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้
ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ผู้เขียนรู้สึกว่าเกียรติยศศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยนั้น ยิ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ เพราะได้รับการปฏิบัติจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างไม่เท่าเทียมกันนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังหาผู้รับผิดชอบในความเสียหายจากหลายๆ กรณีที่มีการละเมิดกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ได้ อย่างดีก็ออกมาพูดว่าเสียใจ แต่ก็ไม่เห็นที่จะเอาตัวเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยหรือสมรู้ร่วมคิดนั้นมารับผิดอะไรแต่อย่างใด
ผู้เขียนไม่เชื่อว่า คนไทยลืมง่าย หรือยอมที่จะให้อภัยในความ "ชุ่ย" ของใครบางคนในครั้งนี้ได้ง่ายๆ ประเด็นนี้น่าจะเป็น "เรื่องใหญ่" ในการเลือกตั้งในปีหน้า (ถ้ามี) และจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ถ้าหลังเลือกตั้งแล้วมีการ "สมยอม" ให้พรรคการเมืองในขั้วของคนร้ายนั้นมาร่วมใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองนั้นด้วย แม้แต่ว่าพรรคนั้นจะไม่ได้มีตำแหน่งในรัฐบาล แค่ประกาศว่าขอเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลหรือ "ค้ำจุน" รัฐบาล แค่นี้กองเชียร์ของฝ่ายโน้นก็เอาไปหาเสียงได้ว่า "แผ่นดินนี้ใครใหญ่"
หรือใครจะกล้าออกมาพูดว่า "ให้โอกาสท่านเทอะ"







