
จุดพลุ นิรโทษกรรม ภท. ขอพื้นที่การเมือง
การพลิกเกมชิงจังหวะขึ้นมาเป็นเจ้าภาพเร่งผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ“ภูมิใจไทย” เที่ยวนี้
การพลิกเกมชิงจังหวะขึ้นมาเป็นเจ้าภาพเร่งผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ“ภูมิใจไทย” เที่ยวนี้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การพลิกเกมชิงจังหวะขึ้นมาเป็นเจ้าภาพเร่งผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ“ภูมิใจไทย” เที่ยวนี้ ด้วยเหตุผลสวยหรูว่าจะเป็นความหวังในการฟื้นฟูความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม กำลังกลายเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงกรเมืองที่ต้องจับตามอง
ยิ่งสัญญาณเดินหน้าเต็มสูบจาก “เนวินชิดชอบ” แบบไม่แยแสเสียงคัดค้านด้วยการออกหนังสือ “ทำไมต้องนิรโทษกรรม” 3 แสนเล่ม แจกจ่ายไปทั่วประเทศ อธิบายเหตุผล แนวคิดการที่ตั้งเป้าหมายล่า 1 แสนรายชื่อ ดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสภาให้ได้ภายใน 60 วัน
“ผมคนเดียวคงทำไม่สำเร็จ เพราะ 1 ปีที่ผ่านมาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทยที่ผมออกแรงผลักดันไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย...ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอความเมตตาจากนักการเมือง หรือรอให้นักการเมืองตกลงกันได้เสียก่อน ทำไมต้องรอให้นักการเมืองต่อรองให้ตัวเองพ้นผิด เมื่อความปรองดองของนักการเมืองเกิดขึ้นไม่ได้ คนทั้งชาติจึงไม่จำเป็นต้องรอนักการเมือง เพราะยิ่งนานวันยิ่งทำให้ประเทศเสียหาย”
แน่นอนว่าลำพังแค่การผนึกกำลังระหว่าง “ภูมิใจไทย” กับ “ชาติไทยพัฒนา” คงไม่มีเสียงเพียงพอจะขับเคลื่อนกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎรหากประชาธิปัตย์ยังไม่ยื่นมือเข้ามาสนับสนุน
การปลุกกระแสมวลชนมาเป็นแรงกดดันคู่ขนาน จึงเป็นทางเลือกของ “ภูมิใจไทย” จึงมีแต่ได้กับได้นอกจากจะอาศัยพลังมวลชนไปกดดันประชาธิปัตย์ให้ต้องยอมเดินตามแนวนี้แล้ว อีกด้านหนึ่งยังได้กระชับฐานคะแนนตัวเองผ่านกลไก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ซุ่มวางเครือข่ายรอการเลือกตั้ง
ยิ่งการวิเคราะห์ข้ามช็อตหลายชั้นจากเซียนการเมืองชื่อ “เนวิน” ย่อมมองเห็นว่าอย่างไรเสีย ท้ายที่สุดทุกขั้วการเมืองคงต้องพาตัวเองมาสู่ถนน “ปรองดอง” ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือถูกแรงบีบก็ตาม จึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องชิงจังหวะสร้างการนำในเรื่องนี้
สอดรับกับความเคลื่อนไหวจากแต่ละฝ่าย จึงพร้อมใจกันออกมาขานรับกระบวนของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง “ชาติไทยพัฒนา” ซึ่งล่าสุด บิ๊กเติ้ง บรรหาร ศิลปอาชา ออกมรับลูกหนุน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แบบเป็นปี่เป็นขลุ่ย
นำมาสู่การเคลื่อนไหวของ เสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กับการเปิดตัวรับหน้าที่เป็นตัวกลางประสานรอยร้าวคู่ขัดแย้งสำคัญ “เหลืองแดง” ด้วยการหิ้วส้มโอไปกระชับสัมพันธ์กับแกนนำแดงที่ถูกคุมขัง ตามด้วยการบุกบ้านพระอาทิตย์ พบปะ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ
ในขณะที่ประชาธิปัตย์เอง เมื่ออยู่ในฐานะที่เคยจุดประเด็นปรองดองมาตั้งแต่ต้น ย่อมไม่ยอมถูกขโมยซีนจากตาอยู่อย่าง “ภูมิใจไทย” ทำให้ต้องรักษาจุดยืน เดินหน้ากระบวนการต่างๆ ที่วางไว้เป็นระบบ ผ่านแผนผ่านรูปแบบคณะกรรมการชุดต่างๆ
ซึ่งขณะนี้ “ผล” จากคณะกรรมการชุดต่างๆ กำลังเริ่มเห็นผลเป็นรูปเป็นร่าง อย่างคณะกรรมการของ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะได้ข้อสรุปในช่วง พ.ย.ธ.ค.
จึงไม่น่าแปลกที่ประชาธิปัตย์จะได้แต่ตีกรรเชียงลอยคอเหนือความขัดแย้ง ไม่เข้าไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย เพราะนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองแล้ว ยังสุ่มเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งระลอกใหม่
และไม่แปลกที่อาการล่าสุด “สนธิ” จะออกมาดักคอการเคลื่อนไหวเที่ยวนี้ของ “เนวิน” ว่าเป็นเพียงแค่การหาเสียงและมีวาระซ่อนเร้น โดยเฉพาะมาตรา 6 ว่าด้วยการนิรโทษเจ้าหน้าที่ทุกคน ซึ่งถือว่าเป็นมาตราที่ร้ายกาจที่สุด
เพราะตรงนี้เท่ากับไปยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการ ซึ่งไล่มาตั้งแต่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่ถูกชี้มูลเรื่องการทำหน้าที่ระหว่างการดำเนินการกับเสื้อเหลือง จึงเป็นเรื่องยากที่พันธมิตรฯ จะยอมรับในจุดนี้ ถึงขั้นออกมาประกาศตัวคัดค้านเต็มที่
การชิงจังหวะประกาศตัวเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” อาสาเป็นเจ้าภาพริเริ่มการกอบกู้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ จึงมีแต่เป็นผลดีต่อ “ภูมิใจไทย” โดยเฉพาะในวันที่กระบวนการนิรโทษกรรมเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงการหาเสียงเลือกตั้ง
หลังจากภาพลักษณ์ “ภูมิใจไทย” ที่ผ่านมามีแต่จะ “มัวหมอง” ไปกับหลายเรื่องฉาว ตั้งแต่รถเมล์เอ็นจีวีที่ถูกดองอย่างไร้กำหนด การแต่งตั้งผู้ว่าฯ นายอำเภอ ที่มีข่าวซื้อขายตำแหน่งเอิกเกริก จนล่าสุดการแต่งตั้งปลัดมหาดไทยที่มีปัญหารุนแรงจนต้องสะดุดลงในที่สุด
ดังนั้น ขืนหากยังปล่อยตัวเป็นฝ่าย “ตั้งรับ” ปล่อยให้เรื่องฉาวทั้งหลาย “กัดกร่อน” คะแนนนิยมไปเรื่อยๆ นับวันมีแต่จะทำให้ “ภูมิใจไทย” ต้องสิ้นชื่อ ไม่อาจแบกสังขารไปต่อกรกับคู่แข่งสำคัญอย่าง “เพื่อไทย”
การสร้างผลงานจากการสร้างความปรองดอง จึงเป็นทางเดียวที่จะตีตื้นได้อย่างรวดเร็วและเห็นผล โดยเฉพาะการย้ำในจุดยืนเดิมเรื่อง “ปกป้องสถาบัน” ที่ภูมิใจไทยยึดเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด
เที่ยวนี้กระบวนการปรองดองผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จะเกิดขึ้นจากการเข้าชื่อแสนคนของประชาชน ซึ่งวางแผนว่าจะใช้ช่วงเวลาเดือน ธ.ค.นี้ เริ่มต้น “จุดพลุ” ขับเคลื่อนกระบวนการ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ผลตอบรับเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง
ที่สำคัญยังได้ผลพลอยได้เป็นการทำพื้นที่สร้างมวลชนเพื่อเป็นฐานคะแนนสำคัญกับการในวันที่จะต้องลงสนามเลือกตั้งแข่งกับพรรคเพื่อไทย ในวันที่กระแสทักษิณยังไม่จางหาย มีแต่จะคอยวนเวียนหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา
การเดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของ “ภูมิใจไทย” จึงเป็นการชิงจังหวะฟอกตัวให้กลับมามีที่ยืนในเส้นทางการเมืองสังคมได้อีกครั้ง







