
‘ลุงมิน...ผู้ชุบชีวิตให้ศิลาดล’
ลึกเข้าไปในป่าทางภาคใต้ของเกาหลี บนหนทางที่คดเคี้ยว รถบัสยังคงพาเราไปตามถนนแคบๆ แทบจะสวนทางกันไม่ได้มาพักใหญ่แล้ว
โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
ลึกเข้าไปในป่าทางภาคใต้ของเกาหลี บนหนทางที่คดเคี้ยว รถบัสยังคงพาเราไปตามถนนแคบๆ แทบจะสวนทางกันไม่ได้มาพักใหญ่แล้ว พวกเราคณะเดินทางต่างชาติ ต่างภาษาพากันสงสัยว่า “ศาสตราจารย์ Kim” จะพาไปไหน ข้างทางมีแต่ดงไม้แทบจะไม่มีบ้านคนอยู่อาศัย พวกเราเริ่มรู้สึกว่าควรจะเงียบเสียงที่คุยกันโขมงมาตลอดทางแล้วมาจดจ่อกับเส้นทางข้างหน้าดีกว่า นั่งไปเงียบๆ ไม่นานนักก็ทะลุดงไม้ชายป่าแห่งหนึ่ง คนนำทางเดินลงจากรถไป เราจึงเดินตามโดยไม่รู้ทิศ อึดใจหนึ่งก็เห็นบ้านเกาหลีก่อสร้างแบบโบราณหลังใหญ่ ฐานรากเป็นหินก้อนใหญ่ตัดสี่เหลี่ยมวางเรียงกัน ตัวบ้านเป็นไม้ ซี่ประตูหน้าต่างถ้าเป็นสมัยโบราณจะปิดด้วยแผ่นกระดาษฮันจิสีขาว แต่บ้านนี้ใช้กระจกแทน หน้าบ้านมีสุนัขสีขาวผูกไว้ ส่งเสียงเห่าอย่างดุดันเหมือนจะบอกว่า “มนุษย์! พวกเจ้ากำลังรุกล้ำเส้นเขตแดนบ้านนายข้า”...
“เชกา” จำได้ทันทีว่า เจ้านี่มันคือสุนัขสายพันธุ์ “จินโดแค” ของแท้ (แค แปลว่า สุนัข) ท่าทางองอาจสง่างาม มีขาแข็งแรงขนหลังปุย เป็นพันธุ์เฉพาะของเกาหลีที่มีถิ่นกำเนิดบนเกาะจินโด... ว่ากันว่า สุนัขจินโดฉลาดและซื่อสัตย์มาก บรรพบุรุษของพวกมันเคยร่วมรบในสงครามเกาหลีเสียด้วย เป็นสุนัขล่าสัตว์ก็ได้ ให้ดูแลรักษาบ้านและทรัพย์สมบัติของนายก็ดี “เชกา” ยืนจ้องตากับเจ้านี่ชั่วขณะหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงเห่าดังประสานมาจาก “จินโดแค” ตัวที่ 2 ที่ห่างไปหลายสิบเมตร เมื่อเดินผ่านลานบ้านไปเสียงเห่าจึงลดลง... มันคงรู้แล้วว่า หากมนุษย์ผ่านมาถึงจุดนี้ได้ คงไม่ใช่คนร้าย... บ้านหลังนี้มาอยู่ในป่าอย่างนี้ มีสุนัข “จินโดแค” แท้ๆ ตั้ง 2 ตัว แบบนี้... เจ้าของคงจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่!
สถานที่ที่เจ้าของบ้านต้อนรับเรา กลายเป็นโชว์รูมเล็กๆ ในเรือนทำงานชั้นเดียวปลูกสร้างง่ายๆ ไม่มีเครื่องประดับตกแต่งอะไรมาก เห็นแต่ถ้วยชามวางเรียงรายไปรอบห้อง... ศาสตราจารย์ Kim ทำท่าทางกังวลเมื่อเห็นพวกเรา ต่างชาติ 9 คน เดินวนไปวนมารอบๆ ห้องใกล้แท่นวางถ้วยชามเหล่านั้น ท่านจึงบอกว่า “กรุณาอย่าแตะอะไรทั้งสิ้น ได้โปรด!!!” แล้วก็ชวนกันลงนั่งบนโซฟากลางห้องอย่างสงบ รอท่านเจ้าของบ้านมา...สักพัก ลุงคนหนึ่งผมยุ่งเหยิง ใส่เสื้อเชิ้ต ลายตารางสีแดง ดูคล้ายคนขายของในตลาด ก็เดินมานั่งเก้าอี้ที่เราเว้นไว้ให้ท่านเจ้าของบ้านนั่ง!
ท่านเป็นเจ้าของบ้าน และศิลปินแห่งชาติเกาหลี สาขาช่างปั้นเซรามิก ชื่อว่า “อาจารย์ มิน ยอง กี” ...อาจารย์เป็นคนสุภาพ สงบเยือกเย็นและนอบน้อมถ่อมตนมาก ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 44 ปีก่อนตอนอายุ 26 ได้ทุนไปเรียนต่อด้านงานปั้น และศิลาดล (Celadon) ที่ญี่ปุ่น...ขอย้อนประวัติศาสตร์ไปสักนิดหนึ่ง เพื่อความเข้าใจ...เป็นเวลาหลายร้อยปี ที่ญี่ปุ่นพยายามข้ามทะเลเข้ามารุกรานเกาหลี คราใดที่ชนะก็จะกวาดทรัพย์สินและต้อนผู้คนที่เป็นช่างฝีมือกลับไปด้วย “ความรู้หลายอย่างหายไปจากเกาหลีแต่ไปเจริญงอกงามที่ญี่ปุ่น” ความรู้ทางด้านงานปั้น เครื่องเคลือบศิลาดล ก็ไปญี่ปุ่นตามช่างฝีมือเก่งๆ เช่นกัน ในเมื่อความรู้ของบ้านเมืองหายไปจึงต้องไปเรียนที่ญี่ปุ่นเพื่อเอากลับคืนมา
ระหว่างที่อยู่ที่ญี่ปุ่น มุมานะเรียนรู้จนมีฝีมือเป็นเลิศ รัฐบาลญี่ปุ่นบอกว่า อย่ากลับเกาหลีเลยจะจ้างให้ทำงานจนเกษียณอายุ หรือถ้าอยากจะเปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่นเลยก็ทำให้ได้ แต่ท่านก็ไม่รับเพราะมีความรักชาติเกาหลีอย่างมาก ยังไงเสียต้องกลับมาพัฒนาด้านงานปั้นเกาหลีให้ได้ ดังนั้น ท่านเลยกลับมาและหาที่ในป่ากับภรรยาอยู่กัน 2 คน เพื่อฝึกฝนและค้นคว้าเทคนิคงานปั้นเกาหลีที่สูญหายไปแม้ในญี่ปุ่นก็ไม่มีคนรู้...ถึงตอนนี้ภรรยาท่านก็ยกแตงโมแช่เย็นเจี๊ยบชื่นใจ กับขนมต๊อกเกาหลีมาให้ทานคู่กับชาร้อน ภรรยาท่านก็ดูเป็นคนใจดีเช่นกัน แต่งตัวติดดินมาก คล้ายคุณป้าที่ทำงานบ้าน ทำกับข้าว ซักล้าง
ท่านอยู่ป่ามา 20 ปี ก็ประสบความสำเร็จในการค้นคว้าหาสูตรการเคลือบและเขียนลายแบบโบราณ เหมือนกับเครื่องเคลือบที่บรรพบุรุษชาวโชซอนทำใช้กันในศตวรรษที่ 15 หรือ 500 ปีล่วงมาแล้ว ซึ่งในยุคปัจจุบันไม่มีใครทำได้ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็ดั้นด้นมาหาท่าน และมอบรางวัลศิลปินแห่งชาติให้ แล้วท่านก็ยกหนังสือเล่มหนาขึ้นมาเปิดหน้าที่มีรูปเครื่องเคลือบอายุ 500 กว่าปีให้ดู ว่าของโบราณเป็นแบบนี้ ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี...
คนต่างชาติอย่างเราฟังเรื่องราวแล้วรู้สึกชื่นชมในความมานะพยายามของท่านมาก แต่ไม่มีใครสักคนที่มีความรู้ด้านงานปั้น งานเคลือบ แต่ละคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่สอนด้านธุรกิจ มาประชุมเรื่อง Global Business Start Up เสร็จแล้วเจ้าภาพการประชุมก็พามาเที่ยวก็ตามๆ เขามาเท่านั้น... เมื่อฟังอาจารย์มินเล่าให้ฟังจนจบก็พากันดูถ้วยชามที่วางเรียงรายอยู่...แล้วก็แทบตาถลนออกมาเมื่อเห็นชามเล็กๆ ใบหนึ่งติดป้ายราคา ระบุว่า 30 ล้านวอน!
ชามใบละเกือบ 1 ล้านบาทค่ะ... มิน่า ศาสตราจารย์คิม ถึงต้องร้องบอกก่อนว่า ได้โปรดอย่าจับต้องอะไร...แล้วเพื่อนอาจารย์ชาวอิตาลีกับชาวโปรตุเกสอีกคนก็เริ่มกระซิบกระซาบกันและส่งสายตามาให้ พร้อมกับดึงแขน “เชกา” พาไปดูชามแต่ละใบ...ต้องมีประเด็นอะไรแน่...
(คงต้องเล่าต่อฉบับหน้าเสียแล้วค่ะ)







