
ชำแหละวิกฤต“เหลือง-แดง” สงครามความคิด-แย่งชิงมวลชน
ขบวนการทางสังคมเสื้อเหลืองและขบวนการเสื้อแดงเป็นสงครามความคิดและสงครามแย่งชิงมวลชน
ขบวนการทางสังคมเสื้อเหลืองและขบวนการเสื้อแดงเป็นสงครามความคิดและสงครามแย่งชิงมวลชน
โดย- ชลธิชา เหลิมทอง
หมายเหตุ- ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการจัดงานเสวนาทางวิชาการ “ทบทวนการขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” โดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ประธานศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวปาถกฐา เรื่อง “หนึ่งทศวรรษ วิถีชีวิต วิธีสู้ :ขบวนการประชาชนร่วมสมัย” มีสาระสำคัญดังนี้
ขบวนการทางสังคมเสื้อเหลืองและขบวนการเสื้อแดงเป็นสงครามความคิดและสงครามแย่งชิงมวลชน และวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นมีองค์ประกอบของความขัดแย้ง ในส่วนหัวของชนชั้นนำที่ดำเนินอยู่ แต่ก็มีประเด็นเรื่องการท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมจากพลเมือง ที่ตระหนักในอำนาจและสิทธิทางพลเมืองตนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทักษิณและพรรคพวกตั้งใจลดทอนอำนาจของระบบราชการและคณาธิปไตยเดิมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน ณ จุดเริ่มต้นเป็นเพียงความขัดแย้งของบรรดาส่วนหัวของชนชั้นนำ พรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้อยู่ในอำนาจและพยายามไม่ให้ทักษิณ อยู่ในอำนาจได้อีก
แต่ความขัดแย้งดังกล่าวไปไกลกว่ากลุ่มชนชั้นนำ ทักษิณได้กลายเป็นตัวแทนของพลเมืองระดับล่างที่ต้องการสังคมที่ไม่เลือกปฏิบัติ พลังพลเมืองตรงนี้ผลัดดันให้ ทักษิณกลายเป็นนักการเมืองแนวประชานิยม เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศในละตินอเมริกา แต่เป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ทักษิณผันตัวเองเป็นนักการเมืองประชานิยม ที่อ้างอิงความชอบธรรมจากแรงสนับสนุนของประชาชน
ดังนั้นเขาจึงได้กลายเป็นคบไฟให้มวลชนได้ใช้เสียงเลือกตั้งเป็นเครื่องมือปรับปรุงชีวิตของพวกเขา แต่ความเชี่ยวจัดในการใช้ประชานิยมเข้าสู่อำนาจประกอบกับความมั่งคั่งมหาศาล ทำให้คนชั้นกลางต้องการยึดโยงกับสถาบันดั้งเดิม คือ กองทัพและพระมหากษัตริย์ เพื่อทดแทนกับจำนวนอันน้อยนิดของกลุ่มตน เมื่อเทียบมวลชนระดับล่างและกลางที่สนับสนุนทักษิณ การระดมมวลชนของคนเสื้อเหลืองได้ขยายจำนวนคนเสื้อเหลือง ท้ายที่สุดความขัดแย้งในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันเอง ได้ขยายขอบเขตระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อหาผู้สนับสนุน 2ขบวนการที่ต่างกัน ตามที่ได้บอกไว้ก่อนหน้านั้น ว่าขบวนการเสื้อเหลืองและเสื้อแดง เป็นสงครามความคิดและสงครามแย่งชิงมวลชน
ขบวนการทั้งสองนำไปสู่การอภิปรายในประเด็นที่ว่า การเมืองไทยควรจะมีการพัฒนาไปในแนวทางใด กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการปกป้องระบบการเลือกตั้ง และย้อนสู่กลับกรอบกติกา 2540 และลด2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นหัวใจของคณาธิปไตย แต่กลุ่มคนเสื้อเหลืองได้แย้งอย่างมีประเด็นว่าประชาธิปไตย ที่ขาดระบบการตรวจสอบและการคานอำนาจที่ได้ผลเป็นอันตรายและเป็นระบบที่ไร้เสถียรภาพ พวกเขาต้องการกฎหมายและระบบที่เข้มแข็ง หลักการจริยธรรมที่สูงกว่านี้ การเมืองต้องมีจริยธรรม และเขาต้องการกำกับควบคุมคอรัปชั่นและการแสวงหากำไรเกินควรอย่างโจ่งแจ้งของนักการเมือง
ความขัดแย้งของขบวนการส่วนหัวของชนชั้นนำและขบวนการสังคมที่ก่อตัวขึ้น โยงเข้าด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยมีทักษิณเป็นตัวเชื่อม จึงเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เพราะทักษิณมีบุคลิกเป็นคนหลายแพร่งซึ่งขัดแย้งในตัวเอง แพร่งหนึ่งเขาอาจเป็นคนนิยมความสมัยใหม่ และเป็นนักธุรกิจที่ผันตัวเองเป็นนักการเมืองประชานิยม อีกแพร่งหนึ่งเขาเป็นบุคคลที่หยามเหยียดประชาธิปไตยเป็นที่สุด แต่ได้กลายเป็นผู้ปกปองประชาธิปไตย อีกแพร่งหนึ่งเขาโกงกินภาษีประชาชนได้อย่างหน้าตาเฉย อีกทั้งหาประโยชน์จากระบบสองมาตรฐานตลอดเวลา แต่ประวัติศาสตร์ก็เต็มไปด้วยบุคคลที่มีบุคลิกแบบนี้ และทักษิณไม่ใช่คนเดียวที่มีบุคลิกแบบนั้น
แนะเหลือง-แดงเข้าสภา ลดบทบาทกองทัพ
บทสรุป ในเรื่องนี้ จุดอ่อนของขบวนการสังคมก่อนหน้าปี 2540 คือการที่ขบวนการประชาชนตัดสินใจว่าจะไม่เข้ามาแข่งขันเพื่อเป็นรัฐบาลด้วยตัวเอง แต่จะดำเนินการเมืองรอบนอกแบบใช้ยุทธศาสตร์ในท้องถนน ดาวกระจาย การผลักดันต่างๆ แต่ตรงนี้นำไปสู่คำถามว่าเราจะมีบทเรียนจากจุดอ่อนตรงนั้นอย่างไร ขบวนการทางสังคมเสื้อเหลืองเสื้อแดง จะสามารถเข้าไปแข่งขันในระบบรัฐสภาประชาธิปไตยได้หรือไม่ เพราะจริงๆแล้วเรามีความเอือมระอาพอสมควรกับการต่อสู้กันในท้องถนน
ถ้าหากว่าสามารถจะเข้าไปต่อสู้กันในรัฐสภาจะมีผลการในลดการใช้ความรุนแรงมากทีเดียว แต่ก็เป็นเพียงความคาดหวัง ดังนั้นเรื่องสำคัญคือทำอย่างไรที่จำให้สงครามทางความคิดและสงครามการแย่งมวลชนหลุดออกจากถนนและเข้าไปสู่กรอบกติกาทางการเมืองที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ในระบบรัฐสภา ซึ่งเรายังมีประสบการณ์เรื่องนี้ไม่มากพอ เพราะถูกรบกวนโดยพลังนอกรัฐสภาอยู่เสมอ โดยเฉพาะการรัฐประหาร ที่เกิดขึ้นครั้งใดได้ทำลายกระบวนการเรียนรู้ที่ได้สั่งสมมาและย้อนสู่ระบอบเดิมที่มีความสัมพันธ์ที่เหลวเละกลับมาตลอดเวลา
ดังนั้นถ้าจะพูดกันต่อไปว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำคัญของขบวนการสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่จะพัฒนาไปในแนวทางที่สร้างสรรค์ ส่วนตัวคิดว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับบทบาทกองทัพในการเมืองไทย สถาบันอื่นๆ ได้มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในกรณีของกองทัพ การรัฐประหาร 2549 ได้ทำให้กองทัพได้เข้ามายืนอยู่ในฐานของอำนาจอย่างเป็นทางการและมีสถาบันรองรับ คือ รัฐธรรมนูญ 2550
นอกจากนี้ยังมีเรื่องความกลัวพลังของราษฎรของชนชั้นกลาง และ ชนชั้นนำ บางส่วนที่พยายามยึดติดระบบคณาธิปไตยแบบเดิมๆ และไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสถานภาพของตัวเองที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าคิดในทางบวก การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้น เพราะว่าไม่มีเกมที่เป็น zero sum game ที่จะเอาให้ตายไปข้างหนึ่งอาจจะต้องตายไปครึ่งประเทศ ซึ่งจะเป็นความเสียหายอย่างมหาศาล ดังนั้น อยากเสนอว่าเราต้องเปลี่ยนจาก zero sum game มาเป็นเกมที่จะต้องคิดไปด้วยกันและตกลงกันว่าจะใช้กติกาอะไร
ดังนั้น ทางออกของการเมือง ในขณะนี้จึงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฟากจะพัฒนาสู่พรรคการเมืองข้ามพ้นทักษิณ และ ข้ามพ้นการเมืองที่ใช้เงินจำนวนมาก แม้จะมีกลุ่มเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการเลือกตั้งอีกต่อไป ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ต้องการการพิสูจน์ และต้องหาทางออกให้กองทัพได้ลดบทบาทของตัวเองอย่างสง่างาม
ตนเองเคยคุยกับคนอินโดนีเซีย เรื่องความแตกต่างระหว่างไทยและอินโดฯ โดยเพื่อนคนอินโดฯ ระบุว่า การเมืองอินโดฯก้าวไปไกลกว่าเมืองไทยมาก โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำที่มีความเป็นเอกภาพต่อบทบาทกองทัพในการเมืองอินโดฯ ที่ไม่ต้องการให้กองทัพมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการเมือง แต่ของไทยยังไม่มีเอกภาพว่าจะจัดการอย่างไรกับบทบาทของกองทัพ จึงเกิดช่องว่างให้กองทัพเสนอตัวเข้ามาขึ้นอยู่กับว่าใครใช้ใคร โดยจะเห็นได้จากงบประมาณที่เพิ่มขึ้นภายหลังปี 2549 และการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันหรือกรอบกติกาการใช้ทรัพยากรของประเทศแลเรื่องการแต่งตั้งในกองทัพที่นายกฯมีบทบาทน้อยลง
ส่วนการหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยกันนั้น ไม่สามารถระบุได้ว่าควรเป็นใคร แต่ควรมีฉันทามติออกมา โดยกระบวนการมันต้องเกิดขึ้น เพราะกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นตอนนี้ยังไม่ได้เกิดจากตัดสินใจร่วมกัน แต่เป็นลักษณะการตัดสินใจแบบบนลงล่าง ทำให้เราไม่ก้าวไปไหน ดังนั้นต้องมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนที่ขึ้นมามีอำนาจด้วย อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา นักการเมืองคงต้องการเวลาปรับตัว ทำให้ขบวนการเรียนรู้ของประชาธิปไตยดูทุลักทุเลและเราคงต้องเจอกับนักการเมืองเลวๆ แต่ถ้าประชาธิปไตยเข้มแข็งก็เชื่อว่าประชาชนจะเรียนรู้เพื่อจัดการกับนักการเมืองเลวๆได้
ดังนั้น เราต้องเรียนรู้แบบต่อเนื่องและเรียนรู้ด้วยกันโดยไม่ต้องมีพลังนอกรัฐสภามาแทรกแซง และเราต้องมีวิธีการจัดการพลังที่เป็นไวรัสในการพัฒนาประชาธิปไตยในการพัฒนาการเมืองไทยด้วย ไม่ใช่เอาไวรัสมาใช้แบบนี้ ที่ทำให้ไวรัสเจริญเติบโตและท้ายที่สุดมันก็จะมาเกาะกินเรา ดังนั้นเราคงต้องจัดการไวรัสนี้
อย่างไรก็ตามไม่มีรัฐบาลใดที่ไม่คอรัปชั่น แต่หลังการรัฐประหาร 2549 การคอรัปชั่นโจ่งแจ้งมากขึ้นและบานปลายมาก เพราะย้อนกลับไปก่อนปี 2540 และไม่มีการตรวจสอบเพราะภาวะที่ต้องอยู่ในอำนาจโดยให้พรรคร่วมกระทำการต่างๆ ซึ่งถือว่าเสียหายต่อพรรคประชาธิปัตย์มาก
ส่วนเรื่องการเสียชีวิตของประชาชน 91 คนถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก การบอกว่าให้อภัยกัน ด้วยการนิรโทษกรรม เป็นเรื่องเหลวไหลของนักการเมืองที่อยากจะเลือกตั้งไวๆ จึงกวาดขยะลงใต้พรม และหากมีการนิรโทษกรรมจริงๆจะกลายเป็นบาดแผลของพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไป







