posttoday
ชำแหละวิกฤต“เหลือง-แดง”  สงครามความคิด-แย่งชิงมวลชน

ชำแหละวิกฤต“เหลือง-แดง” สงครามความคิด-แย่งชิงมวลชน

17 กันยายน 2553

ขบวนการทางสังคมเสื้อเหลืองและขบวนการเสื้อแดงเป็นสงครามความคิดและสงครามแย่งชิงมวลชน

ขบวนการทางสังคมเสื้อเหลืองและขบวนการเสื้อแดงเป็นสงครามความคิดและสงครามแย่งชิงมวลชน

โดย- ชลธิชา เหลิมทอง

หมายเหตุ-   ที่คณะรัฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการจัดงานเสวนาทางวิชาการ  “ทบทวนการขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย”  โดย  ศ.ดร.ผาสุก  พงษ์ไพจิตร   ประธานศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ  กล่าวปาถกฐา เรื่อง “หนึ่งทศวรรษ วิถีชีวิต วิธีสู้ :ขบวนการประชาชนร่วมสมัย”  มีสาระสำคัญดังนี้

ชำแหละวิกฤต“เหลือง-แดง”  สงครามความคิด-แย่งชิงมวลชน ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร

ขบวนการทางสังคมเสื้อเหลืองและขบวนการเสื้อแดงเป็นสงครามความคิดและสงครามแย่งชิงมวลชน   และวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นมีองค์ประกอบของความขัดแย้ง ในส่วนหัวของชนชั้นนำที่ดำเนินอยู่ แต่ก็มีประเด็นเรื่องการท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมจากพลเมือง  ที่ตระหนักในอำนาจและสิทธิทางพลเมืองตนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย   ทักษิณและพรรคพวกตั้งใจลดทอนอำนาจของระบบราชการและคณาธิปไตยเดิมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน  ณ จุดเริ่มต้นเป็นเพียงความขัดแย้งของบรรดาส่วนหัวของชนชั้นนำ พรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้อยู่ในอำนาจและพยายามไม่ให้ทักษิณ อยู่ในอำนาจได้อีก

แต่ความขัดแย้งดังกล่าวไปไกลกว่ากลุ่มชนชั้นนำ ทักษิณได้กลายเป็นตัวแทนของพลเมืองระดับล่างที่ต้องการสังคมที่ไม่เลือกปฏิบัติ  พลังพลเมืองตรงนี้ผลัดดันให้ ทักษิณกลายเป็นนักการเมืองแนวประชานิยม เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศในละตินอเมริกา แต่เป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ทักษิณผันตัวเองเป็นนักการเมืองประชานิยม ที่อ้างอิงความชอบธรรมจากแรงสนับสนุนของประชาชน  

ดังนั้นเขาจึงได้กลายเป็นคบไฟให้มวลชนได้ใช้เสียงเลือกตั้งเป็นเครื่องมือปรับปรุงชีวิตของพวกเขา  แต่ความเชี่ยวจัดในการใช้ประชานิยมเข้าสู่อำนาจประกอบกับความมั่งคั่งมหาศาล ทำให้คนชั้นกลางต้องการยึดโยงกับสถาบันดั้งเดิม  คือ กองทัพและพระมหากษัตริย์  เพื่อทดแทนกับจำนวนอันน้อยนิดของกลุ่มตน เมื่อเทียบมวลชนระดับล่างและกลางที่สนับสนุนทักษิณ  การระดมมวลชนของคนเสื้อเหลืองได้ขยายจำนวนคนเสื้อเหลือง ท้ายที่สุดความขัดแย้งในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันเอง  ได้ขยายขอบเขตระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อหาผู้สนับสนุน 2ขบวนการที่ต่างกัน  ตามที่ได้บอกไว้ก่อนหน้านั้น ว่าขบวนการเสื้อเหลืองและเสื้อแดง   เป็นสงครามความคิดและสงครามแย่งชิงมวลชน 

 ขบวนการทั้งสองนำไปสู่การอภิปรายในประเด็นที่ว่า การเมืองไทยควรจะมีการพัฒนาไปในแนวทางใด กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการปกป้องระบบการเลือกตั้ง  และย้อนสู่กลับกรอบกติกา 2540  และลด2 มาตรฐาน  ซึ่งเป็นหัวใจของคณาธิปไตย   แต่กลุ่มคนเสื้อเหลืองได้แย้งอย่างมีประเด็นว่าประชาธิปไตย ที่ขาดระบบการตรวจสอบและการคานอำนาจที่ได้ผลเป็นอันตรายและเป็นระบบที่ไร้เสถียรภาพ  พวกเขาต้องการกฎหมายและระบบที่เข้มแข็ง  หลักการจริยธรรมที่สูงกว่านี้    การเมืองต้องมีจริยธรรม และเขาต้องการกำกับควบคุมคอรัปชั่นและการแสวงหากำไรเกินควรอย่างโจ่งแจ้งของนักการเมือง

ความขัดแย้งของขบวนการส่วนหัวของชนชั้นนำและขบวนการสังคมที่ก่อตัวขึ้น โยงเข้าด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยมีทักษิณเป็นตัวเชื่อม  จึงเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เพราะทักษิณมีบุคลิกเป็นคนหลายแพร่งซึ่งขัดแย้งในตัวเอง แพร่งหนึ่งเขาอาจเป็นคนนิยมความสมัยใหม่ และเป็นนักธุรกิจที่ผันตัวเองเป็นนักการเมืองประชานิยม อีกแพร่งหนึ่งเขาเป็นบุคคลที่หยามเหยียดประชาธิปไตยเป็นที่สุด แต่ได้กลายเป็นผู้ปกปองประชาธิปไตย อีกแพร่งหนึ่งเขาโกงกินภาษีประชาชนได้อย่างหน้าตาเฉย   อีกทั้งหาประโยชน์จากระบบสองมาตรฐานตลอดเวลา แต่ประวัติศาสตร์ก็เต็มไปด้วยบุคคลที่มีบุคลิกแบบนี้  และทักษิณไม่ใช่คนเดียวที่มีบุคลิกแบบนั้น 

แนะเหลือง-แดงเข้าสภา ลดบทบาทกองทัพ

บทสรุป ในเรื่องนี้  จุดอ่อนของขบวนการสังคมก่อนหน้าปี 2540 คือการที่ขบวนการประชาชนตัดสินใจว่าจะไม่เข้ามาแข่งขันเพื่อเป็นรัฐบาลด้วยตัวเอง แต่จะดำเนินการเมืองรอบนอกแบบใช้ยุทธศาสตร์ในท้องถนน ดาวกระจาย การผลักดันต่างๆ แต่ตรงนี้นำไปสู่คำถามว่าเราจะมีบทเรียนจากจุดอ่อนตรงนั้นอย่างไร ขบวนการทางสังคมเสื้อเหลืองเสื้อแดง จะสามารถเข้าไปแข่งขันในระบบรัฐสภาประชาธิปไตยได้หรือไม่  เพราะจริงๆแล้วเรามีความเอือมระอาพอสมควรกับการต่อสู้กันในท้องถนน

ถ้าหากว่าสามารถจะเข้าไปต่อสู้กันในรัฐสภาจะมีผลการในลดการใช้ความรุนแรงมากทีเดียว แต่ก็เป็นเพียงความคาดหวัง   ดังนั้นเรื่องสำคัญคือทำอย่างไรที่จำให้สงครามทางความคิดและสงครามการแย่งมวลชนหลุดออกจากถนนและเข้าไปสู่กรอบกติกาทางการเมืองที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ในระบบรัฐสภา  ซึ่งเรายังมีประสบการณ์เรื่องนี้ไม่มากพอ เพราะถูกรบกวนโดยพลังนอกรัฐสภาอยู่เสมอ โดยเฉพาะการรัฐประหาร  ที่เกิดขึ้นครั้งใดได้ทำลายกระบวนการเรียนรู้ที่ได้สั่งสมมาและย้อนสู่ระบอบเดิมที่มีความสัมพันธ์ที่เหลวเละกลับมาตลอดเวลา

ดังนั้นถ้าจะพูดกันต่อไปว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำคัญของขบวนการสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่จะพัฒนาไปในแนวทางที่สร้างสรรค์ ส่วนตัวคิดว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกับบทบาทกองทัพในการเมืองไทย  สถาบันอื่นๆ ได้มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  แต่ในกรณีของกองทัพ การรัฐประหาร 2549 ได้ทำให้กองทัพได้เข้ามายืนอยู่ในฐานของอำนาจอย่างเป็นทางการและมีสถาบันรองรับ คือ รัฐธรรมนูญ 2550

นอกจากนี้ยังมีเรื่องความกลัวพลังของราษฎรของชนชั้นกลาง และ ชนชั้นนำ บางส่วนที่พยายามยึดติดระบบคณาธิปไตยแบบเดิมๆ และไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสถานภาพของตัวเองที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป   แต่ถ้าคิดในทางบวก การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้น เพราะว่าไม่มีเกมที่เป็น zero sum game  ที่จะเอาให้ตายไปข้างหนึ่งอาจจะต้องตายไปครึ่งประเทศ  ซึ่งจะเป็นความเสียหายอย่างมหาศาล ดังนั้น อยากเสนอว่าเราต้องเปลี่ยนจาก  zero sum game  มาเป็นเกมที่จะต้องคิดไปด้วยกันและตกลงกันว่าจะใช้กติกาอะไร

ดังนั้น  ทางออกของการเมือง ในขณะนี้จึงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฟากจะพัฒนาสู่พรรคการเมืองข้ามพ้นทักษิณ และ ข้ามพ้นการเมืองที่ใช้เงินจำนวนมาก  แม้จะมีกลุ่มเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการเลือกตั้งอีกต่อไป ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ต้องการการพิสูจน์   และต้องหาทางออกให้กองทัพได้ลดบทบาทของตัวเองอย่างสง่างาม 

ตนเองเคยคุยกับคนอินโดนีเซีย  เรื่องความแตกต่างระหว่างไทยและอินโดฯ  โดยเพื่อนคนอินโดฯ ระบุว่า การเมืองอินโดฯก้าวไปไกลกว่าเมืองไทยมาก โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำที่มีความเป็นเอกภาพต่อบทบาทกองทัพในการเมืองอินโดฯ ที่ไม่ต้องการให้กองทัพมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการเมือง  แต่ของไทยยังไม่มีเอกภาพว่าจะจัดการอย่างไรกับบทบาทของกองทัพ   จึงเกิดช่องว่างให้กองทัพเสนอตัวเข้ามาขึ้นอยู่กับว่าใครใช้ใคร โดยจะเห็นได้จากงบประมาณที่เพิ่มขึ้นภายหลังปี 2549 และการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันหรือกรอบกติกาการใช้ทรัพยากรของประเทศแลเรื่องการแต่งตั้งในกองทัพที่นายกฯมีบทบาทน้อยลง

ส่วนการหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยกันนั้น ไม่สามารถระบุได้ว่าควรเป็นใคร แต่ควรมีฉันทามติออกมา โดยกระบวนการมันต้องเกิดขึ้น    เพราะกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นตอนนี้ยังไม่ได้เกิดจากตัดสินใจร่วมกัน แต่เป็นลักษณะการตัดสินใจแบบบนลงล่าง ทำให้เราไม่ก้าวไปไหน ดังนั้นต้องมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนที่ขึ้นมามีอำนาจด้วย  อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา นักการเมืองคงต้องการเวลาปรับตัว  ทำให้ขบวนการเรียนรู้ของประชาธิปไตยดูทุลักทุเลและเราคงต้องเจอกับนักการเมืองเลวๆ แต่ถ้าประชาธิปไตยเข้มแข็งก็เชื่อว่าประชาชนจะเรียนรู้เพื่อจัดการกับนักการเมืองเลวๆได้ 

ดังนั้น เราต้องเรียนรู้แบบต่อเนื่องและเรียนรู้ด้วยกันโดยไม่ต้องมีพลังนอกรัฐสภามาแทรกแซง   และเราต้องมีวิธีการจัดการพลังที่เป็นไวรัสในการพัฒนาประชาธิปไตยในการพัฒนาการเมืองไทยด้วย ไม่ใช่เอาไวรัสมาใช้แบบนี้  ที่ทำให้ไวรัสเจริญเติบโตและท้ายที่สุดมันก็จะมาเกาะกินเรา ดังนั้นเราคงต้องจัดการไวรัสนี้

อย่างไรก็ตามไม่มีรัฐบาลใดที่ไม่คอรัปชั่น แต่หลังการรัฐประหาร 2549 การคอรัปชั่นโจ่งแจ้งมากขึ้นและบานปลายมาก เพราะย้อนกลับไปก่อนปี 2540 และไม่มีการตรวจสอบเพราะภาวะที่ต้องอยู่ในอำนาจโดยให้พรรคร่วมกระทำการต่างๆ ซึ่งถือว่าเสียหายต่อพรรคประชาธิปัตย์มาก     

ส่วนเรื่องการเสียชีวิตของประชาชน 91 คนถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก การบอกว่าให้อภัยกัน ด้วยการนิรโทษกรรม เป็นเรื่องเหลวไหลของนักการเมืองที่อยากจะเลือกตั้งไวๆ จึงกวาดขยะลงใต้พรม   และหากมีการนิรโทษกรรมจริงๆจะกลายเป็นบาดแผลของพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไป

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69