
เปิดศูนย์ขึ้นทะเบียนแรงงาน
ภายหลังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้ชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหาร
ภายหลังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้ชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ออกไป 180 วัน อนันตชัย อุทัยพัฒนาชีพ โฆษกกระทรวงแรงงาน แถลงว่า ขณะนี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ลงนามออกประกาศกระทรวงแรงงาน กำหนดหลักเกณฑ์ ผ่อนผันให้นายจ้างและคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ไปดำเนินการให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ มีการเปิดศูนย์เฉพาะกิจรับแจ้งการทำงานของแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ที่มีนายจ้างอยู่แล้ว แต่ไม่มีเอกสารอะไรเลย เปิดจังหวัดละ 1 แห่ง กทม. 10 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.-7 ส.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ส่วนขั้นตอนนั้นให้นายจ้างมายื่นเรื่องหรือมอบฉันทะให้คนอื่นมายื่นเรื่องแทนโดยไม่ต้องพาแรงงานต่างด้าวมาด้วย
เมื่อปิดศูนย์หลังวันที่ 7 ส.ค.นี้แล้ว เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบความถูกต้องของการแจ้งทำงาน กรณีที่ไม่มีปัญหาก็สามารถออกใบนัดให้นายจ้างมารับโควตาหรือใบรับรองการจ้างคนต่างด้าวได้เลย โดยขั้นตอนนี้นายจ้างที่แท้จริงจะต้องมาเอง เมื่อได้รับเอกสารแล้วให้พาแรงงานไปพิสูจน์สัญชาติ เมื่อได้รับใบรับรองแล้วก็พาไปขอวีซ่าทำงาน และตรวจสุขภาพเพื่อทำบัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว และขออนุญาตทำงานโดยมีค่าใช้จ่ายสำหรับใบคำร้อง 100 บาท ค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาต 900 บาท
อย่างไรก็ตาม แรงงานสัญชาติเมียนมาจะสะดวกกว่าสัญชาติอื่น เพราะทางการให้ความร่วมมือดี มีการตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติในประเทศไทย ซึ่งอยู่ใน 5 จังหวัด คือ จ.สมุทรสาคร สมุทรปราการ ตาก ระนอง และเชียงราย ทำให้แรงงานไม่ต้องเดินทางกลับประเทศ สำหรับลาว และกัมพูชา แรงงานต้องไปดำเนินการพิสูจน์สัญชาติที่ประเทศต้นทาง ขณะนี้ รมว.แรงงาน กำลังหารือกับทางการลาวเพื่อขอให้อำนวยความสะดวกในการเปิดศูนย์พิสูจน์สัญชาติขึ้นในเมืองไทย
อนันตชัย กล่าวอีกว่า ขั้นตอนการแจ้งความประสงค์ขอใช้แรงงานต่างด้าวนั้นไม่มีค่าใช้จ่าย หากถูกเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเรียกรับผลประโยชน์ให้แจ้งมายังผู้บริหารกระทรวงได้ หรือโทร.1694 ซึ่งจะมีการตรวจสอบและลงโทษขั้นเด็ดขาดโดยการให้ออกจากงาน และเอาผิดทางอาญาด้วย
“คนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงาน มีบัตรสีชมพู แต่ทำงานไม่ตรงกับนายจ้าง หรือทำงานผิดสถานที่ไม่ต้องมาแจ้งที่ศูนย์รับแจ้งฯ รวมทั้งกลุ่มที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ มีพาสปอร์ต มีหนังสือรับรองบุคคล (ซีไอ) ได้วีซ่าแล้ว แต่ไม่ได้ขอใบอนุญาตทำงานภายใน 15 วัน ให้ไปติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดเขตพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือขออนุญาตทำงานให้ถูกต้อง
“ยกเว้นกลุ่มที่มีพาสปอร์ต มีวีซ่า แต่เป็นวีซ่านักท่องเที่ยว นายจ้างต้องนำเอกสารมาแจ้งขอใช้ทำงานที่ศูนย์รับแจ้งฯ ใน 15 วัน เพื่อขอเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานและขอใบอนุญาตให้ถูกต้อง ส่วนการนำเข้าแรงงานตามระบบเอ็มโอยู นายจ้างยังขอโควตาได้ตามปกติ โดยในขั้นตอนดำเนินการห้ามไม่ให้ข้าราชการยุ่งเกี่ยวเรียกรับผลประโยชน์จากนายจ้างหรือแรงงานต่างด้าว” อนันตชัย กล่าว
มงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องภายใน 180 วัน ตามที่รัฐบาลขยายระยะเวลาให้การพิสูจน์สัญชาติ การขอวีซ่า การขอใบอนุญาตการทำงานต้องดำเนินการในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้แรงงานเหล่านี้กลับประเทศ เพราะจะส่งผลให้แรงงานหายทันทีถึง 3 ล้านคน
ขณะที่แรงงานเหล่านี้เมื่อกลับบ้านไปแล้วโอกาสที่จะย้อนกลับมาเพื่อเข้าสู่ภาคการเกษตรของไทยอีกครั้งเป็นเรื่องยาก ขณะที่การเดินทางกลับเพื่อขึ้นทะเบียน ทำข้อตกลงการใช้แรงงานอย่างถูกต้องนั้นจะมีค่าใช้จ่ายถึงรายละ 2 หมื่นบาท สูงกว่าเมื่อเทียบกับการขึ้นทะเบียนในไทยที่มีค่าใช้จ่ายเพียง 3,500-8,000 บาท อีกทั้งใช้ระยะเวลาเพียง 1 วันเท่านั้น โดยนายจ้างมีความพร้อมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
“แรงงานไทยไม่สนใจเข้าสู่ภาคเกษตร ดังนั้น ภาคเกษตรจึงต้องง้อแรงงานต่างด้าว หากปล่อยให้แรงงานเหล่านี้กลับบ้าน ไม่แน่ใจว่าภาคเกษตรของไทยจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้หรือไม่” มงคล กล่าว







