
บรรทัดสุดท้ายอยู่ที่ทักษิณ
พรรคเพื่อไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ต้องมาตั้งต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
พรรคเพื่อไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ต้องมาตั้งต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
โดย....ทีมข่าวการเมือง
นายใหญ่สั่ง “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” ลาออกจากหัวหน้าพรรคน้ำตาคลอได้ไม่กี่วัน สักพักก็สั่งให้กลับมาใหม่ ลูกพรรคที่ได้ประโยชน์ดีใจชูมือยงยุทธหราหลังมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคอีกครั้ง
ยงยุทธยิ่งกว่างงที่ต้องรีเทิร์นเป็น “หุ่นเชิด” ชักเข้าชักออก เปลี่ยนเหตุผลกับสังคมแทบไม่ทัน
สังคมถามกันเซ็งแซ่ว่า พรรคนี้เขากำลังทำอะไรกัน หรือเล่นละครลิงให้ใครดูอยู่
คนในพรรคเพื่อไทยก็งงเป็นไก่ตาแตก ขนาด ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค ผู้จุดพลุแถลงการณ์ปรองดอง ยังบอกว่า “ผมก็งงเหมือนกัน ต้องควักยาพารามากิน”
เบื้องหลังเป็นเพราะปัญหาที่สะสมและซับซ้อนในพรรคเพื่อไทย ไม่ต่างจากยุทธจักรสามก๊ก
เมื่อทุกก๊กที่นายใหญ่เลี้ยงไว้ใช้เป็นขุนศึกในช่วงรบกับอำมาตย์ ถูกให้ความหวังมาตลอดว่า ถ้าชนะเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ปูนบำเหน็จกันถ้วนหน้า ทุกคนจึงเฝ้ารอจะมีอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรี เสนาบดีกระทรวงต่างๆ
เหล่าผู้นำก๊กที่กำลังทะเยอทะยานอยากเป็นนายกฯ จึงอาจมลายสิ้น กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ หรือเปลี่ยนจากยุทธวิธีต่อสู้จากบู๊ล้างผลาญมาเป็นการปรองดองกับกองทัพและกลุ่มจารีต ที่ทักษิณประกาศยอมถอย 5 ก้าว เลิกแล้วต่อกัน
นี่จึงนำไปสู่การปฏิวัติเงียบหักเหลี่ยมนายใหญ่ด้วยการป้อนข้อมูลใหม่ผ่านการต่อสายถึงมอสโก พร้อมกับส่งลูกหาบไปเจรจาถึงรัสเซียว่า หากตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นหัวหน้าพรรค นายใหญ่จะเสียมากกว่าได้
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้นายใหญ่ผวา จนยอมเปลี่ยนใจ คือ การปั่นหัวว่า “บิ๊กโก” เป็นคนใกล้ชิด เนวิน ชิดชอบ สมัยเป็น รมว.มหาดไทยในรัฐบาลสมัคร ทักษิณจึงเหยียบเบรกหัวคะมำ หักพวงมาลัยกลับ ไม่มุ่งหน้าสู่ “ถนนสายปรองดอง” วกไปใช้เส้นทางแดงเดือด แบบต่างคนต่างอยู่เหมือนเดิม
ผู้นำก๊ก กระทั่งญาติพี่น้องตระกูลชินที่ทักษิณส่งตรงมาคุมพรรค ที่แว่วว่าก็ยังเห็นแย้งกับพี่ชายที่กลัวถูกหลอก จึงเฮโลที่เห็นยงยุทธมาเป็นหุ่นเชิดตามเดิม
พรรคเพื่อไทยจึงกลับมาอยู่ในสภาพเดิมทุกก๊กเปล่งรังสีออร่า หัวหน้าก๊กใดอยากเป็นนายกรัฐมนตรี ก็พิสูจน์ฝีมือเองในช่วงเวลาปีเศษจากนี้ที่จะมีการเลือกตั้ง ใครกระสุนหนา กระแสแรงก็มีภาษีกดดันนายใหญ่ได้
คนนอกพรรครุ่นปู่ 111 ไทยรักไทยที่อยากเห็นทักษิณเดินหมากปรองดอง จึงผิดหวัง แต่ไม่แปลกใจกับอาการขัดขืนของรุ่นหลานในเพื่อไทยที่แย่งชามข้าวอำนาจ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทักษิณถูกกุนซือรอบตัวที่คอยหาประโยชน์ ป้อนข้อมูลใหม่ใส่ข้อมูลเท็จ จนทักษิณโลเลกลับไปกลับมา เช่น ในเกมแก้ไข รธน.ที่จู่ๆ เพื่อไทยกลับลำไม่ร่วมขบวนกับ สว.และรัฐบาล หรือกรณียงยุทธยื่นใบลาออกจากหัวหน้าพรรคช่วงต้นปี สุดท้ายก็กลับเข้ามาเป็นใหม่เพราะทักษิณกลัวพรรคแตก
อาการชักเข้าชักออกในเพื่อไทย เดินหน้าเป็นล้ม ปรับเปลี่ยนเป็นพัง จึงติดกับดักไม่สามารถผ่าตัดพรรคเพื่อสู้ในทางบวก เพราะถ้าเหล่าก๊กต่างๆ แสดงท่าทีฮึดฮัด ข่มขู่กดดันนายใหญ่ว่า พรรคจะแตก ทักษิณก็ต้องคิดใหม่ ยอมกลับมาใช้การบริหารแบบเดิม คือ ให้ทุกก๊กถ่วงดุลซึ่งกันและกัน
ผลการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จึงออกมาแบบผสมกลมกล่อม แบ่งให้ตัวแทนแต่ละภาค แต่ละก๊ก ได้นั่งเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคกันถ้วนหน้า
ประกอบด้วย 1.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก2.ปลอดประสพ 3.ประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.มหาสารคาม 4.กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ สส.สัดส่วน 5.พล.ท.มะ โพธิ์งาม สส.กาญจนบุรี6.วิชาญ มีนชัยนันท์ สส.กทม. 7.สุรพงษ์โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ 8.ทนุศักดิ์เล็กอุทัย สส.อุตรดิตถ์ 9.วิทยา บุรณศิริสส.พระนครศรีอยุธยา 10.สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ สส.ขอนแก่น 11.พ.ต.ท.สมชายเพศประเสริฐ สส.นครราชสีมา 12.จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ 13.คณวัฒน์ วศินสังวร และ 14.พงศกร อรรณนพพร อดีต รมช.ศึกษาธิการ
ดูตามรายชื่อ เก้าอี้รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสลับ กระจายหลากหลายทุกก๊ก ไม่ว่า ก๊กภาคเหนือ ก๊กภาคกลาง ก๊ก กทม.สายเจ๊ ก๊กอีสานคลาสสิก ก๊กอีสานพัฒนา ก๊กบิ๊กจิ๋ว ที่ “ชวลิต วิชยสุทธิ์” สส.สัดส่วน ได้เป็นรองเลขาธิการพรรค หรือ ก๊กเสื้อแดง เช่น พล.ต.ท.ชัจจ์ กำลังหลักในม็อบผ่านฟ้า ราชประสงค์ กระทั่งก๊กปรองดอง เช่น ปลอดประสพ ก็ยังติดโผ
สำคัญที่พลาดไม่ได้ คือ โควตาตรงนายใหญ่ เช่น “ดร.ปึ้ง” สุรพงษ์ หรือ สุพล ฟองงาม อดีต รมช.มหาดไทย ที่เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จับมาวางเอง
ที่น่าสนใจการปรับโครงสร้างครั้งนี้เห็นสัญญาณว่า การยุบพรรคอาจไม่เกิดขึ้นอีกเมื่อบรรดาบิ๊กๆ เพื่อไทยยอมมานั่งเก้าอี้กรรมการบริหารพรรคทั้งที่ก่อนหน้าไม่มีใครกล้ามาเป็น เพราะขยาดถูกยุบพรรค และโทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ที่ไทยรักไทย พลังประชาชน ถูกยุบมาแล้ว แต่เมื่อการเมืองจะกลับมาแนวปรองดอง และบทลงโทษในรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำลังถูกแก้ ทำให้บิ๊กๆ รีบจับจองเก้าอี้ ใครได้นั่งรอบนี้ก่อน มีลุ้นถึงตำแหน่งรัฐมนตรีในอนาคต
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะปรับโครงสร้างให้ดูดีอย่างไร อำนาจการตัดสินใจยังขึ้นตรงกับทักษิณ และ 4 พี่น้องชินวัตรในพรรค “พายัพเยาวภายิ่งลักษณ์เยาวเรศ” ที่คอยสอดส่องพฤติกรรมไม่ให้ก๊กใดขยายบารมีจนคุมไม่อยู่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับแก๊งออฟโฟร์ ที่ทักษิณเคยไว้ใจ “เนวิน”สุดท้ายก็แยกตัวไปตั้งพรรคภูมิใจไทย
แต่คณะขุนศึกชุดนี้ อาจถูกปรับเปลี่ยนได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะก่อนเลือกตั้งที่ต้องหาหัวใหม่ที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีในสายตาทักษิณ
โครงสร้างพรรคแม้จะดูสวยหรู มีการถ่วงดุลด้วยคณะกรรมการชุดต่างๆ มากมายอย่างไร ไม่ว่าคณะยุทธศาสตร์พรรค คณะกรรมการประสานกิจการพรรค คณะผู้บริหารพรรค
ทว่า บรรทัดสุดท้ายยังอยู่ที่ทักษิณ ใครเป่าหูถูกใจคนนั้นมีโอกาสสูง...







