
ม่อตู๋ฉานอวี๋ กับลิง 5 ตัว
ม่อตู๋ คือชื่อคน ส่วนฉานอวี๋ เป็นชื่อตำแหน่งผู้นำชาวซุงหนู ม่อตู๋อยู่ร่วมสมัยกับจิ๋นซีฮ่องเต้
โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์
ม่อตู๋ คือชื่อคน ส่วนฉานอวี๋ เป็นชื่อตำแหน่งผู้นำชาวซุงหนู ม่อตู๋อยู่ร่วมสมัยกับจิ๋นซีฮ่องเต้
ซุงหนูเป็นชื่อชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของแผ่นดินจีน ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียว ก็เป็นจังหวะที่ชนเผ่าซุงหนูเติบโตเข้มแข็ง
เมื่อสองวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่นี้มาเจอกัน จึงเป็นต้นกำเนิดของกำแพงเมืองจีน
ยุคจิ๋นซีเรืองอำนาจ ม่อตู๋เป็นลูกชายคนโตของผู้นำเผ่าซุงหนู แต่พ่อของม่อตู๋ชื่นชอบลูกชายอีกคนที่เกิดกับเมียรองมากกว่าเขา ดังนั้นพ่อของม่อตู๋จึงวางแผนส่งเขาไปเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์กับชนเผ่าข้างเคียง
ขออธิบายเพิ่มเติมว่า สมัยนั้นการเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นข้างเคียง นิยมส่งลูกหลานของผู้นำไปอยู่ในแคว้นที่ต้องการเชื่อมสัมพันธ์ เพื่อให้ไว้ใจกันได้ว่าจะไม่หักหลังกัน เพราะถือว่าให้เลือดเนื้อเชื้อไขของตนเข้าไปอยู่ในกำมือเพื่อนบ้าน พูดในทางดีเรียกว่าเชื่อมสัมพันธ์ พูดในทางร้ายก็คือตัวประกันดีๆ นี่เอง
ใช่แล้ว ม่อตู๋คือตัวประกัน
ความน่าช้ำใจของลูกอย่างม่อตู๋คือพ่อของเขาโหดเหี้ยมเกินไป เพื่อให้ลูกรักที่เกิดจากเมียรองได้เป็นผู้สืบตำแหน่ง ทันทีที่พ่อส่งม่อตู๋ไปเป็นตัวประกัน ก็เข้าโจมตีแคว้นเพื่อนบ้านนั้นทันที ซึ่งเท่ากับว่าให้ม่อตู๋ตายไปเสียด้วยน้ำมือเพื่อนบ้านในสงครามครั้งนี้
แต่ม่อตู๋ดวงแข็งจึงหนีรอดกลับมาได้
คนมันไม่ใช่ ดวงแข็งอย่างไรก็ผิด ต่อจากนั้น ม่อตู๋ยังถูกพ่อส่งไปปกครองถิ่นกันดาร พ่อออกอาการรังเกียจไม่แคร์สื่อขนาดนี้ ม่อตู๋ย่อมเก็บความอาฆาตไว้ในใจตลอดเวลา
เขาซ่องสุมกำลังทหารส่วนตัวเพื่อรอวันแก้แค้น แต่จะเปิดเผยแผนอาฆาตแต่เนิ่นๆ ก็กลัวสายลับ จะรอเปิดเผยเอาวันที่สุกงอมก็กลัวกองกำลังของตนไม่กล้าลงมือกับท่านผู้นำ จึงคิดวิธีการพิสดารขึ้นมาอย่างหนึ่ง
วันหนึ่งเขาออกป่าล่าสัตว์พร้อมเหล่าทหารของเขา จึงออกคำสั่งว่า “ต่อจากนี้ ไม่ว่าข้ายิงธนูไปที่เป้าหมายใด ขอให้พวกเจ้าพร้อมใจกันยิงไปที่เป้าหมายนั้น! ใครไม่ทำมีโทษประหาร!” เรื่องแบบนี้ที่จริงก็ไม่เห็นยาก ผลคือวันนั้นเป็นการล่าสัตว์ที่สนุกสนาน กระต่ายเอย ที่ถูกม่อตู๋ยิง เป็นอันพรุนด้วยลูกธนูตามน้ำนับร้อย
อีกไม่กี่วันต่อมา ม่อตู๋ออกล่าสัตว์เช่นเดิม แต่เขายิงธนูไปที่ม้าพันธุ์ดีตัวโปรดของเขา บรรดาทหารเห็นเข้า มีทั้งที่มีปฏิกิริยาฉับพลันยิงตาม และพวกอึ้งสักครู่แล้วคิดว่าเอาก็เอาวะค่อยยิง แต่เหลือทหารส่วนหนึ่งตะลึงง้างธนูค้างไม่กล้าปล่อยลูกธนู เพราะรู้ว่านี่มันม้าตัวโปรดขององค์ชายนี่หว่า
ม่อตู๋ประกาศกร้าว พวกหลังฝืนคำสั่ง นำไปประหารทั้งหมด! ทหารทั้งหมดเริ่มเข้าใจ ผู้นำของเขาเด็ดขาดเช่นนี้เอง
อีกไม่กี่แรมเดือนถัดมา ม่อตู๋ก็รุกคืบต่อด้วยเป้าหมายที่ต้องอึ้งทึ่งเสียวมากกว่านั้น ม่อตู๋ยิงธนูไปที่สนมคนโปรดของตน! และเป็นเช่นเดิม มีหัวทหารจำนวนไม่น้อยที่ต้องสังเวยต่อความกล้าๆ กลัวๆ
ทหารที่เหลืออยู่ จึงเหลือเพียงสัญชาตญาณที่ว่า “ยิงธนูไปทุกที่ที่องค์ชายยิง!”
คงเดาได้ไม่ยากว่าเป้าหมายสุดท้ายของม่อตู๋คือใคร...ใช่แล้ว คือพ่อของเขานั่นเอง ม่อตู่ทำรัฐประหารด้วยการยิงธนูใส่พ่อของตน แล้วเขาก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำซุงหนู “ม่อตู๋ฉานอวี๋” เขาคือผู้นำซุงหนูผู้เกรียงไกรที่จีนต้องเกรงกลัว
ไหนล่ะลิง ได้ยินแต่ม้ากับเมียของม่อตู๋ฉานอวี๋
อ้างกันว่าในปี ค.ศ. 1966 มีงานวิจัยของ G.R. Stephenson ทดลองไว้ โดยให้ลิง 5 ตัวอยู่ในห้องห้องเดียวกัน ห้องนั้นมีบันไดตั้งอยู่ตรงกลาง และฝ้าเพดานมีกล้วยแขวนไว้
หากลิงตัวใดปีนขึ้นบันไดไปคว้ากล้วย ทั้งห้องจะถูกสเปรย์ด้วยน้ำเย็นยะเยือกซึ่งทำให้ลิงตัวที่เหลือหนาวฉับพลัน
พอผ่านไปสักพัก ลิงทั้งหมดจึงเรียนรู้ว่าการปีนขึ้นไปเอากล้วยเชื่อมโยงกับสเปรย์น้ำเย็น ผลคือเมื่อใดที่มีลิง 1 ใน 5 พยายามปีนขึ้นไปคว้ากล้วย ตัวที่เหลือจะเข้าทำร้ายลิงตัวนั้น
ทั้งๆ ที่ไม่มีการสเปรย์น้ำเย็นแล้ว ลิงทั้งหมดยังใช้กติกาหมู่คือเข้าทำร้ายลิงที่พยายามปีนคว้ากล้วย
แต่การทดลองก็ยังไม่จบ นักทดลองสติเฟื่องลองเอาลิงตัวหนึ่งออกไปแล้วนำลิงตัวใหม่เข้าไปแทน
ลิงตัวใหม่ไม่เคยรับรู้ความเชื่อมโยงระหว่างการขึ้นไปหยิบกล้วยกับน้ำเย็น แต่เมื่อลิงตัวใหม่พยายามปีนขึ้นไป ก็จะถูกลิงตัวอื่นรุมทำร้ายอย่างงงๆ
แล้วนักทดลองก็เอาลิงตัวเก่าอีกตัวออกไปแล้วให้ลิงตัวใหม่อีกตัวเข้าไปแทน ลิงตัวใหม่ที่เข้าไปก่อนหน้ากลับช่วยรุมทำร้ายลิงตัวใหม่ตัวที่ 2 โดยไม่ได้รู้ความเชื่อมโยงของกล้วยกับสเปรย์น้ำเย็น
ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ เมื่อค่อยๆ เปลี่ยนลิงทั้ง 5 ตัวแรกออกไปแล้วค่อยๆ แทนที่ด้วยลิงตัวใหม่ ลิงใหม่ทั้งหมดก็ยังคงรุมทำร้ายลิงที่พยายามปีนบันไดขึ้นไปเอากล้วยเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
นักทดลองกับม่อตู๋ฉานอวี๋มีอะไรที่คล้ายๆ กันอยู่อย่าง นั่นคือพวกเขาสร้างเงื่อนไขลงโทษในผู้ผิดกติกาอย่างรุนแรงผิดมนุษย์มนาและวานรขึ้น เพื่อข่มขู่และฝึกฝนฝูงคน (ลิง) อย่างมีจุดประสงค์อยู่เบื้องหลัง และผลที่ทั้งคู่ได้รับตรงกันก็คือ ทำให้กลุ่มคน (ลิง) เชื่อฟังอย่างไม่ต้องมีเหตุผล
ที่ไม่เหมือนกันก็คือม่อตู๋ฉานอวี๋ใช้ปฏิบัติการนี้ยึดอำนาจและหาประโยชน์เข้าใส่ตัวอย่างงดงาม
มองในแง่ร้าย การกระทำของทั้งคู่คือภาพจำลองความรุนแรงไร้สาระหลายๆ อย่างในสังคมรอบตัว จำพวกการลงโทษเพื่อรักษากฎหรือจริยธรรมบางอย่างเกินกว่าเหตุ
ม่อตู๋ฉานอวี๋ จึงถือว่ามีจิตวิทยาและน่าศึกษา แต่ที่พลิกกลับอีกครั้งก็คือเรื่องลิง 5 ตัว บางคนอาจเคยได้ยินแล้วก็ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่เคยมีการทดลองแบบนี้เกิดขึ้นในโลก!
มีแต่เพียงการทดลองที่ถูกบิดเบือนและยืมมาก่นด่าความเลอะเลือนของมนุษย์เอาสะใจในนามของศาสตร์แห่งจิตวิทยา
ที่จริงการทดลองนั้น ใช้ลิงคละเพศหลายคู่ และทำการทดลองทีละคู่ โดยใช้จานชามวางไว้ที่สุดกำแพง ลิงตัวแรกเมื่อพยายามเดินเข้าไปใกล้จานชามจะถูกพ่นลมลงโทษ แล้วนักทดลองค่อยปล่อยลิงตัวที่สองตามเข้ามา
ผลการทดลองคือ หากลิงตัวแรกที่ถูกลงโทษเป็นตัวผู้ จะมีแนวโน้มจะสานต่อความกลัว โดยเข้าห้ามปรามลิงตัวที่สองไม่ให้เข้าใกล้จานชามด้วยการกระชากอีกตัวกลับ
ขณะที่เมื่อตัวแรกเป็นเพศเมียจะไม่ได้เข้าห้ามลิงตัวที่สองเข้มข้นนัก และจะรู้จักสังเกตและเรียนรู้ใหม่จากลิงตัวที่สองว่า เมื่อลิงตัวที่สองจะมุ่งไปที่จานชาม แต่ลมที่เป่าลงโทษหายไปแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวการลงโทษและทั้งสองก็ได้เข้าไปเล่นจานชามด้วยกัน
บางทีม่อตู๋ฉานอวี๋ทำรัฐประหารได้สำเร็จก็เพราะทหารทั้งหมดล้วนเป็นผู้ชาย และบางทีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอาจต้องการครูฝ่ายปกครองหรือผู้นำรุ่นพี่รับน้องที่เป็นผู้หญิง (โดยไม่มีผู้ชายที่คอยสานต่อความกลัวกุมอำนาจข้างหลัง)







