posttoday
วิธีขยายตัวของเมืองอัจฉริยะ

วิธีขยายตัวของเมืองอัจฉริยะ

11 มิถุนายน 2560

สาเหตุที่พูดถึงเรื่องเมืองอัจฉริยะของเกาหลีมาหลายตอน เนื่องจากรัฐบาลไทยได้มีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

โดย...เพียงออ วิไลย [email protected]

สาเหตุที่พูดถึงเรื่องเมืองอัจฉริยะของเกาหลีมาหลายตอน เนื่องจากรัฐบาลไทยได้มีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Digital Economy) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ และ Smart City ก็เป็นหนึ่งในโครงการ ปัจจุบันนี้ได้นำร่องไปแล้วที่ภูเก็ตและเชียงใหม่ เพราะทั้งสองเมืองเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติได้ และมีโครงสร้างพื้นฐาน คือ เครือข่ายการสื่อสารและโทรคมนาคมที่ดี...ส่วนท่านที่อยู่ในจังหวัดอื่นคงมีความหวังว่าต่อไปในอนาคตคนไทยทุกคนจะได้อาศัยอยู่ในเมืองที่มีความฉลาดล้ำด้วยกันค่ะ ไม่งั้นก็คงแก้ไขปัญหาการย้ายถิ่นฐานเข้ามากระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่กันไม่ได้

ดังนั้น จึงได้เล่าประสบการณ์อันยาวนานกว่าสิบปีของเมืองอัจฉริยะเกาหลี สรุปได้ว่า เกาหลีเริ่มต้นสร้างเมืองสมาร์ทของตัวเองในนาม Ubiquitous City หรือ U-City ภายใต้กรอบ U-Korea Master Plan โดยมีจุดเริ่มต้นที่ความต้องการแก้ปัญหาของเมืองใหญ่ขนาด Mega City ได้แก่ กรุงโซลและจังหวัดคยองกีรอบๆ กรุงโซล ที่มีประชากรรวมมากกว่า 25 ล้านคน ต่อมาก็ขยายไปเมืองอื่นๆ ด้วย

แผนการขยายเมือง Ubiquitous City และกระจายคนออกจากกรุงโซล แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 สร้างเมืองใหม่ 5 เมือง ได้แก่ เมือง “อิลซาน จุงดง พยองชอน ซัมบน และบุนดัง” ล้อมรอบกรุงโซลเมืองเก่า มีระยะเวลาเดินทางจากทุกเมืองใหม่เข้า-ออกโซลด้วยรถไฟฟ้าภายในแค่ไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็ถึง...

เมืองอิลซานนี่ “เชกา” มีบ้านเพื่อนรักเป็นฐานส่วนตัวอยู่ที่นั่น สามีเพื่อนเก่งเรื่องการดูที่ดิน พอได้ข่าวการสร้างเมืองใหม่ก็รีบไปซื้อที่ดินดักไว้ตั้งแต่ราคายังถูก พอเมืองสร้างเสร็จก็ขายบ้านเก่าในโซลแล้วไปซื้ออพาร์ตเมนต์ 200 ตารางเมตรที่อิลซาน ได้บ้านกว้างกว่าเดิมเท่าตัวและยังมีเงินจากการขายอพาร์ตเมนต์เดิมเหลือค่ะ เพราะราคาบ้านในโซลแพงกว่าหลายเท่า ที่ดินที่ซื้อไว้ก็สร้างอาคารให้คนเช่าทำสำนักงานด้วยเงินที่เหลือนั้น สบายไปเลย...

นอกจากนี้ รถไฟฟ้ายังไปถึงทุกเมืองทำให้การเดินทางเข้าโซลสะดวกมาก...ท่านใดที่มีที่ดินอยู่รอบๆ กรุงเทพฯ ก็พยายามเก็บไว้นะคะ ยังมีหวังอย่ารีบขาย แต่อาจช้ากว่าเกาหลีหน่อยนะคะ....การพัฒนาเมืองของเกาหลีเร็วกว่าเรามาก เพราะรัฐและกลุ่มอสังหาฯ พัฒนาที่ดินเอกชนวางแผนร่วมกันตั้งแต่การวางผังสร้างเมืองใหม่ ...รัฐก็สร้างถนน รถไฟฟ้า สาธารณูปโภค อาคารราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำการบริการประชาชนต่างๆ ไป คนย้ายไปอยู่ได้ของใหม่ใช้ ถนนผ่านใจกลางเมืองกว้าง 8 เลน ไม่มีรถติด เรียกว่าไม่ต้องเข้าโซลเป็นปีๆ ก็ไม่เดือดร้อน ส่วนกลุ่มอสังหาฯ พัฒนาที่ดินเอกชนก็สร้างบ้านไปพร้อมๆ กัน เมืองเสร็จก็ย้ายเข้าอยู่ได้พอดี...

ระยะที่ 2 ขยายเมืองรอบนอกที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ได้แก่เมือง คิมโป พาจู ยางจู ซงพา พันเกียว ซูวอน ฮวาซอง และพยองแทก เมืองกลุ่มนี้เป็นเมืองที่มีอยู่เดิม แต่ได้รับการพัฒนาและสร้างให้เป็นเมืองของอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น พันเกียว กลายเป็นเมืองที่มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไปอยู่กันเยอะ

แล้วเมืองมีความอัจฉริยะอย่างไร...

วิธีขยายตัวของเมืองอัจฉริยะ

ตามแผนแม่บท U-city ฉบับที่ 2 (2014-2018) มี Vision ในการสร้างทุกเมืองในประเทศให้เป็น U-City ทุกเมืองจะต้องมีความก้าวหน้าอย่างสร้างสรรค์ และมีความสุขกับความปลอดภัยในระดับโลก เป็นเมืองสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม คนต้องทำงานเพื่อมีรายได้มาใช้จ่าย เกาหลีก็ยังคงต้องทำอุตสาหกรรมการผลิต ทว่า อุตสาหกรรมในยุคใหม่จะต้องยกระดับขึ้นเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างสรรค์ คือ ทำน้อยได้มาก เป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง เหมือนเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 ของเรา...

เรื่องเล่าเบาๆ ค่ะ เดือนที่แล้ว เมื่อพวกเพื่อนๆ นักวิชาการจาก 10 ประเทศมารวมตัวกันคิดการณ์ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเกาหลี แต่ละคนก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องนโยบาย Start Up ของประเทศตน เมื่อ “เชกา” พูดถึงการยกระดับ Tech Start Up ภายใต้กรอบประเทศไทย 4.0 จบ เพื่อนทุกคนก็ปรบมือให้กับนโยบายสร้างชาติไทยในยุคใหม่ของเรา อาจารย์เกาหลีที่เป็นผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุปว่า “ประเทศไทย 4.0 สุดยอด น่าชื่นชมมาก” และบอกว่า “ช่างเหมือนกับนโยบายของเกาหลีจริงๆ” เราก็ยิ้มรับน้อยๆ ...(ในใจคิด เอ่อออ...ก็เห็นโมเดล Creative Economy เกาหลีใน Power Point อธิบาย Thailand 4.0 ของกระทรวงหนึ่งอยู่แวบๆ)

ดังนั้น ในอนาคตทุกเมืองในเกาหลีจะใช้เทคโนโลยีในการบริหารเมือง 4 ด้านหลัก ได้แก่

1) ด้านการขนส่งสาธารณะ คือ ระบบอัจฉริยะที่ใช้ควบคุมการจราจร ผู้ใช้บริการรู้ได้ว่าอีกกี่นาทีรถเมล์จะมา และแก้ไขปัญหารถติด และการควบคุมอุบัติเหตุให้เกิดน้อยที่สุด

2) ด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อชีวิตมาก คือ ระบบอัจฉริยะที่ใช้ควบคุมการจัดส่งน้ำสู่อาคารบ้านเรือน ระบบการจัดการน้ำทิ้ง ระบบไฟฟ้าพลังน้ำ และการป้องกันภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ

3) ด้านพลังงาน คือ ระบบอัจฉริยะที่ใช้ควบคุมการจ่ายพลังงานสู่อาคารบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม ควบคุมการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานหมุนเวียนที่ก่อกำเนิดพลังงานได้เองและสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ ถ้าเมืองไหนอยู่ใกล้ทะเลหรือภูเขาสูงก็อาจใช้พลังงานลมหรือพลังงานคลื่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานเคมีจากไฮโดรเจน ฯลฯ และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ที่ช่วงนี้ได้ยินกันบ่อยๆ ค่ะ เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการ ควบคุมการผลิต ส่ง จ่ายพลังงานไฟฟ้า และรองรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกได้

4) ด้านการบริการ คือ ระบบอัจฉริยะที่ใช้ควบคุมความปลอดภัยของประชาชนในที่สาธารณะ การรักษาความปลอดภัย และการบริการของเอกชน เช่น ระบบความปลอดภัยของเด็กด้วยเทคโนโลยี RFID ที่พ่อแม่จนถึงตำรวจ หรือศูนย์กลางบริหารเมืองสามารถตรวจสอบได้ว่า ขณะนั้นเด็กๆ อยู่ที่ใด กำลังอยู่ในโรงเรียน หรือสนามเด็กเล่น หรือโรงหนัง! ...

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว