posttoday
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (22)

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (22)

11 มิถุนายน 2560

ต่อมาเมื่อถึงพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีก็ได้ทรงอำนวยการเช่นกัน

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

ต่อมาเมื่อถึงพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีก็ได้ทรงอำนวยการเช่นกัน และในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวถึงในตอนหนึ่งว่า

     “...เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช จูงพระกรเสด็จขึ้นเขาไกรลาศทางทิศปัจฉิมทิศ ไปยังพระมณฑปยอดเขา
เข้าเฝ้าพระอิศวร ครั้งนั้นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี แต่งพระองค์ทรงเครื่องเป็นพระอิศวรประทานน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวัตร แล้วประทานพระและเครื่องต้น ทรงรับแล้วทรงเครื่องต้นที่ในพระมณฑป”

ดังนี้ ย่อมจะเห็นได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีมีความสำคัญอย่างไรในสมัยนั้น แม้ในราชการสงคราม ก็ได้ปรากฏพระนามว่าได้เคยมีความเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ซึ่งมูลเหตุนั้นคือ ทางพม่าทราบว่าเมืองไทยกำลังผลัดแผ่นดินใหม่จากรัชกาลที่ 1 จึงได้จับจ้องฉวยโอกาสจะมากระทำเอาดังเช่นเคย โดยเหตุนี้จึงส่งกองทัพยกพลมาตีเมืองตามชายพระราชอาณาเขตเมื่อเดือน 11 ปีมะเส็งเอกศก ปี 2352 ทางไทยจึงจัดส่งกองทัพบกไปประชิดไว้ ความตอนนี้มีปรากฏในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 2 ว่า

“ฝ่ายข้างในกรุงเทพฯ เมื่อทราบข่าวศึกพม่า จึงโปรดให้เกณฑ์กองทัพยกออกไปต่อสู้ข้าศึกให้พระยาจ่าแสนยากรคุมพล 5,000 เดินบกยกลงไปก่อน ให้เจ้าพระยาพลเทพไปอยู่รักษาเมืองเพชรบุรี โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เสด็จไปจัดการคอยส่งกองทัพอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ถ้าหากหนักแน่นมาประการใดให้เจ้าพระยาพลเทพเป็นทัพหน้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นทัพหลวงหนุนออกไปอีกทัพหนึ่ง แล้วจะโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นจอมพลเสด็จยกกองทัพหลวงออกไปทางสถลมารคอีกทัพหนึ่ง รวมสองทัพเป็นคน 20,000”

อันสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีนี้ ทรงเป็นพระเจ้าน้าอันสนิทยิ่ง และทรงเป็นเสมือนหนึ่งพระอภิบาลของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ จึงไม่ว่าการใดบรรดาที่เกี่ยวข้องกับทูลกระหม่อมฟ้าองค์ใหญ่แล้ว ย่อมต้องมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเกี่ยวข้องจัดการอยู่ด้วยทั้งสิ้น ดังเช่นเมื่อปี 2358 พวกมอญที่เมืองเมาะตะมะถูกกดขี่หนักเข้า จึงพร้อมใจกันจับเจ้าเมืองกรมการพม่าฆ่าเสีย แล้วพากันอพยพครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเมืองไทย เหตุการณ์สำคัญตอนนี้มีปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า

“...ทางเมืองกาญจนบุรี โปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ คุมไพร่พลสำหรับป้องกันครอบครัวมอญ และเสบียงอาหาร ของพระราชทานออกไปรับครอบครัวมอญทางหนึ่ง โดยโปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นผู้ใหญ่เสด็จกำกับกระบวนไปด้วย...”

ทั้งนี้ เพราะในเวลานั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ซึ่งมีสิทธิในพระราชบัลลังก์ในอนาคต เพิ่งมีพระชันษาเพียง 11 ปีเท่านั้น

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นเจ้านายที่มีพระปรีชาสามารถ สุขุมคัมภีรภาพและทรงคาดคะเนเหตุการณ์ไกลได้ดี ดังมีตัวอย่างปรากฏอยู่เรื่องหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเมืองนครจัมปาศักดิ์ ด้วยเรื่องจะปกครองเมืองขึ้น ซึ่งมีมูลเหตุความเป็นมาในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 2 ตอนหนึ่งว่า

“...เจ้าอนุเวียงจันทร์ ทูลขอให้เจ้าราชบุตร (โย้) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าอนุเป็นเจ้านครจัมปาศักดิ์ เจ้าอนุรับจะเป็นกำลังป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ได้ดังเป็นมา จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งเจ้าราชบุตร (โย้) ให้เป็นเจ้านครจัมปาศักดิ์”

“เรื่องตั้งเจ้าราชบุตร (โย้) บุตรเจ้าอนุเวียงจันทร์ให้ไปเป็นเจ้านครจัมปาศักดิ์ มีคำเล่าสืบกันมาว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงรับธุระจัดการเพ็จทูลให้สมประสงค์เจ้าอนุเวียงจันทร์ แต่เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ไม่ทรงเห็นชอบด้วย วันเมื่อมีรับสั่งให้ตั้งเจ้าราชบุตร (โย้) เป็นเจ้านครจัมปาศักดิ์นั้น พอเสด็จขึ้นแล้ว เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีรับสั่งในท้องพระโรงว่า อยากจะรู้นักว่า ใครเป็นผู้จัดแจงให้เจ้าราชบุตรเวียงจันทร์ไปเป็นเจ้าเมืองจัมปาศักดิ์ แต่เพียงพ่อมีอำนาจอยู่ข้างฝ่ายเหนือก็พออยู่แล้ว ยังจะเพิ่มเติมให้ลูกไปมีอำนาจโอบมาลงข้างฝ่ายตะวันออกอีกด้านหนึ่ง ต่อไปจะให้ความร้อนใจด้วยเหตุนี้นัยว่าเมื่อเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีรับสั่งดังนี้ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ก็ทรงได้ยินแต่นิ่งเฉยอยู่ มิได้รับสั่งโต้เถียงอย่างไร ครั้นเมื่อเจ้าอนุเวียงจันทร์ และเจ้านครจัมปาศักดิ์ (โย้) เป็นกบฏในรัชกาลที่ 3 เป็นข้อที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโทมนัสข้อหนึ่งที่ว่า การมาเป็นความจริงดังเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงทำนายไว้”

ครั้นต่อมาในระหว่างที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นผู้สำเร็จราชการต่างพระเนตรพระกรรณนั้น ในปีมะแม โทศก ได้มีข่าวศึกพม่าได้มีการตระเตรียมการรบทั้งทางบกทางเรือ ซึ่งอาจจะมุ่งมาประชิดพระราชอาณาเขตไทยฝ่ายไทยจึงต้องเตรียมพร้อมไว้รับมือข้าศึก ในการนี้มีปรากฏความตามหนังสือพระราชพงศาวดาร ดังนี้

“...เมื่อได้ข่าวทั้งสองทางความยุติตรงกันดังนี้ จึงทรงปรึกษาพระราชวงศานุวงศ์และเสนาบดีเห็นพร้อมกันว่า การที่พม่าตระเตรียมกองทัพข้างฝ่ายไทยจะนิ่งประมาทไม่ได้ ควรให้มีกองทัพไทยไปตั้งขัดตาทัพอยู่ พม่ารู้ว่าไทยรู้ตัวและมีกองทัพไปตั้งสกัดอยู่ก็จะไม่ยกมาแม้ถ้ายกมาจริง กองทัพที่ยกไปก็จะได้ปะทะปะทังถ่วงไว้ พอจะกะเกณฑ์กองทัพใหญ่ยกไปช่วยกันได้ทันจึงโปรดให้จัดกองทัพบกไปจากกรุงเทพฯ หลายกอง ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศักดิพลเสพเป็นแม่ทัพ คุมพลไปตั้งขัดตาทัพอยู่ที่เมืองเพชรบุรีกองหนึ่ง ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นแม่ทัพ คุมพลไปขัดตาทัพทางด่านเมืองราชบุรี กาญจนบุรีกองหนึ่ง ทั้งสองทัพนี้ได้ยกไปจากกรุงเทพฯ พร้อมกัน”

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก