posttoday
ทำไมปัญหา Cybersecurity จึงยังแก้ไม่ตกกันเสียที

ทำไมปัญหา Cybersecurity จึงยังแก้ไม่ตกกันเสียที

11 มิถุนายน 2560

นับจากไวรัสคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก “Brain” บน Platform MS-DOS ที่อุบัติขึ้นในเดือน ม.ค. 2528 เป็นปีแรกที่ผมเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

โดย...ปริญญา หอมเอนก ACIS/Cybertron Cybersecurity Research LAB ACIS Professional Center Co., Ltd. and Cybertron Co., Ltd.

นับจากไวรัสคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก “Brain” บน Platform MS-DOS ที่อุบัติขึ้นในเดือน ม.ค. 2528 เป็นปีแรกที่ผมเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows เหมือนทุกวันนี้ จากปี 2529 ถึงปี 2560 กว่า 30 ปี เรายังได้พบกับมัลแวร์และไวรัสคอมพิวเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ทุกท่านคงทราบดีถึงอุบัติการณ์ Wannacry Ransomware Worm ที่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้หลายท่านตั้งคำถามว่า ปัญหาเรื่อง Virus Computer มีมากว่า 30 ปี และปัญหา Cybersecurity นั้นก็มีมากว่า 20 ปีแล้ว ทำไมมนุษย์ยังแก้กันไม่ตกกันเสียที? และยังมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เราได้พบกับคำว่า “Computer Security” หรือ “IT Security” จากนั้นโลกก็ได้รู้จักคำว่า “Information Security” และ ISMS หรือ ISO/IEC 27001 (ISO/IEC 27001:2005 Version แรกได้ถูกประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2548) ในปัจจุบันคำว่า “Cybersecurity” ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เริ่มจาก Executive Order ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา ได้เริ่มพัฒนา NIST Cybersecurity Framework ใน Version 1.0 เมื่อปี พ.ศ. 2556

เมื่อผมกลับมาประเทศไทยก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ NIST Cybersecurity Framework : “บทวิเคราะห์กรอบการดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก NIST’s Framework for Improving Critical Infrastructure Cybersecurity ... โอกาส ภัยคุกคาม และความเสี่ยงที่ผู้บริหารองค์กรต้องตระหนัก” เมื่อเดือน มี.ค. 2557 (see this link : https://www.acisonline.net/?p=4036)

 Mr.Michael Daniel ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน The Cyber Threat Alliance (CTA) ได้ให้แนวคิดในการแก้ปัญหาด้าน Cybersecurity ไว้ในบทความของเขาไว้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ เขาเชื่อว่า “ปัญหาด้าน Cybersecurity นั้น ไม่ใช่ปัญหาทางด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว” เนื่องจากเมื่อเราแก้ปัญหาทางด้านเทคนิคได้แล้ว ปัญหาก็ยังไม่จบอยู่ดี ยกตัวอย่าง ปัญหาช่องโหว่และมัลแวร์ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา จึงสรุปสาเหตุของปัญหาได้สามประการ ดังนี้

1.ปัญหาด้าน Cybersecurity ไม่ใช่ปัญหาด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว

2.การบริหารจัดการกับ “Cyberspace” ไม่เหมือนกับการบริหารใน “Physical World” ที่เราควบคุมขอบเขตของปัญหาได้ แต่ “Cyberspace” เป็นอะไรที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนและควบคุมได้ยาก

3.กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับเรื่อง Cybersecurity ยังพัฒนาได้ไม่ทันกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ในหลายประเทศ

ดังนั้น ปัญหา “Cyber Attack” จึงไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่ทั้งรัฐบาลและเอกชนจะต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาภัยธรรมชาติในระดับชาติ เช่น แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม รัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องมีกรอบนโยบายในการทำงานร่วมกัน เพื่อรับมือภัยไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และยังไม่รวมปัญหาเรื่อง “Digital Privacy” ซึ่งปัจจุบันเราแทบจะไม่มีความเป็นส่วนตัวในโลกไซเบอร์อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องเข้าใจ “สภาวะไซเบอร์” ในหลายๆ บริบท ซึ่งทาง ITU ได้สนับสนุนเงินทุนในงานวิจัยของ Oxford Martin School, University of Oxford โดยการพัฒนา “National Cybersecurity Capacity Maturity Model” ขึ้นในปี 2557 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับทาง NIST ได้ประกาศใช้ NIST Cybersecurity Framework Version 1.0 และได้ถูกนำมาใช้ใน 11 ประเทศทั่วโลก ในการประเมินศักยภาพของแต่ละประเทศในความสามารถในการรับมือภัยไซเบอร์ (ดูรูปที่ 3) พบว่าทาง Global Cyber Security Capacity Centre ได้มอง “Cybersecurity Capacity” ออกเป็น 5 มิติ Dimensions) ดังนี้

1.Cybersecurity Policy and Strategy

2.Cyber Culture and Society

3.Cybersecurity Education, Training and Skills

4.Legal and Regulatory Frameworks

5.Standards, Organizations, and Technologies

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค