posttoday
กรุงไทย-เอ็กซิมขยับ สั่งอุ้มส่งออกรายย่อย

กรุงไทย-เอ็กซิมขยับ สั่งอุ้มส่งออกรายย่อย

15 กันยายน 2553

กรุงไทยชี้บาทแข็ง 1 บาท ส่งออกสูญ 5 หมื่นล้าน สั่งดูแลเอสเอ็มอี ออกพีเอ็นดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 1%

กรุงไทยชี้บาทแข็ง 1 บาท ส่งออกสูญ 5 หมื่นล้าน สั่งดูแลเอสเอ็มอี ออกพีเอ็นดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 1%

นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ได้สั่งการให้ดูแลลูกค้าเอสเอ็มอีเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นห่วงคุณภาพลูกค้าในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1 บาท จะส่งผลให้ผู้ส่งออกสูญเสียรายได้ 5 หมื่นล้านบาท

ขณะนี้ธนาคารกรุงไทยได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าในรูปของสินเชื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน (พีเอ็น) เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ลูกค้า คิดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลบ 1% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าท้องตลาด

อย่างไรก็ดี ธนาคารยินดีให้ความช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่ต้องการให้ช่วยดูแลสภาพคล่องผู้ส่งออก

“ในช่วง 2 วันนี้ ธนาคารได้ให้ฝ่ายดูแลลูกค้าคุยกับลูกค้าส่งออกทั้งหมดที่มีอยู่ 20% และให้ออกไปสำรวจลูกค้าทุกรายเพื่อสรุปผลความต้องการของลูกค้าว่าต้องการให้ช่วยเหลือในด้านใดบ้าง” นายเวทย์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังกำกับให้ลูกค้าที่ทำธุรกิจส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินทุกราย

ขณะที่นายนริศ ชัยสูตร ประธานกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ประกาศให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงบริการจากธนาคารพาณิชย์ โดยรับทำสัญญาขายเงินสกุลเหรียญสหรัฐล่วงหน้าวงเงินตั้งแต่ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐขึ้นไป จากปกติ 5 แสนเหรียญสหรัฐขึ้นไป หรือนำคำสั่งซื้อหรือเลตเตอร์ออฟเครดิต มาขอสินเชื่อสกุลเหรียญสหรัฐได้

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า จะสั่งการไปยังนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ให้หามาตรการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ส่งออกอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และฝ่ายบริหารจะต้องพิจารณาว่า สาเหตุที่ทำให้เอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารได้นั้น เกิดจากขั้นตอนยุ่งยากหรือต้นทุนค่าบริการที่สูงเกินไป– ม.เกษตร สรุปผลวิจัยชะตาบอร์ดไข่ ให้ทำหน้าที่ต่อ แต่เหลือบทบาทแค่ให้คำแนะนำ พัฒนาผลิตภัณฑ์ หมดสิทธิกำหนดโควตานำเข้าแม่พันธุ์

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลศึกษาโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ บอร์ดไข่ ที่กระทรวงเกษตรฯได้มอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาในเวลา 60 วัน ล่าสุด นายสามัคคี บุณยะวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานคณะศึกษาฯ ได้สรุปผลการศึกษาให้กับกรมปศุสัตว์แล้ว โดยเห็นว่าควรจะคงคณะกรรมการชุดดังกล่าวไว้ แต่ให้ปรับโครงสร้างสัดส่วนของกรรมการบอร์ด โดยเฉพาะจากภาคเอกชนที่ควรจะเป็นตัวแทนสมาคม ไม่ใช้ตัวแทนบริษัท และอำนาจหน้าที่ควรติดตาม พัฒนาผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการบริโภคเท่านั้น ไม่ควรมีอำนาจควบคุมโควตานำเข้าแม่พันธุ์เหมือนที่ผ่านมา

นายนรสีห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการ บริษัท เอ เอฟ อี ในฐานะตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระภาคเหนือและภาคตะวันออก รวม 113 ฟาร์ม ได้ฟ้องร้องกรมปศุสัตว์ และบอร์ดไข่ ต่อศาลปกครองกลาง ในกรณีทำหน้าที่มิชอบด้วยกฏหมายที่กำหนดโควตานำเข้า ขณะนี้ศาลปกครองได้รับเรื่องไว้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว

กรณีผลศึกษาบทบาทของบอร์ดไข่ควรทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่นั้น เห็นว่า ควรจะมีต่อไป เพื่อให้เป็นศูนย์กลางรองรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาตลาดของประเทศ ทั้งการรณรงค์การบริโภคเพิ่มในประเทศ ร่วมทั้งไว้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรในสถานการณ์ที่ราคาผันผวน หรือราคาตกต่ำหนัก

นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะวิจัยได้มาถามความเห็นเกษตรกรผู้เลี้ยงหลายราย เช่นถามว่าการมีโควตาดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็เปิดเสรีดีหรือไม่อย่างไร มีปัญหาขายไก่พ่วงอาหารหรือไม่ ทั้งหมดเกษตรกรได้ให้ข้อมูลไปแล้วเพื่อประกอบการศึกษา ส่วนตัวเห็นว่าบอร์ดไข่ ควรจะมีต่อไป เพื่อเป็นเวทีให้ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำไว้ใช้หารือกัน เหมือนเป็นเวทีกลางเชื่อมต่อกับทุกฝ่าย

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย