
ยินดีต้อนรับน้องใหม่ เจเนอเรชั่น 5 จอ
บริษัทเราไม่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างด้านเจเนอเรชั่นค่ะอาจารย์ แต่เราแค่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าฟัง
โดย...ดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป
คุณเอ : บริษัทเราไม่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างด้านเจเนอเรชั่นค่ะอาจารย์ แต่เราแค่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าฟังเลยอยากให้อาจารย์มาแลกเปลี่ยนให้ผู้บริหารฟังเพื่อเป็นอาหารสมอง
อาจารย์ : ที่ผ่านมาเคยมีประเด็นอะไรที่ผู้นำหรือพนักงานพูดถึงข้อกังวลใจเกี่ยวกับวิธีการทำงานของคนแต่ละรุ่นบ้างไหมคะ
คุณเอ : มีบ้างค่ะ เช่น รุ่นพี่คิดว่าน้องรุ่นใหม่ทำงานไม่ทน น้องมองพี่ไม่เปิดใจ แต่คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดอยู่แล้วกับทุกที่ ไม่เป็นปัญหาอะไร
อาจารย์ : ปัจจุบันมีพนักงานแต่ละเจเนอเรชั่นสัดส่วนเท่าไหร่คะ
คุณเอ : อันนี้ต้องขอไปดึงตัวเลขแล้วส่งข้อมูลตามไปนะคะ
จากนั้นคุณเอ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาบุคลากรบริษัทข้ามชาติธุรกิจค้าปลีกอันดับต้นๆ ของโลกส่งข้อมูลให้ดิฉันทำเอาตาลุกวาว มากกว่า 80% ของพนักงานเป็นเจเนอเรชั่นวาย มีแค่ 1% เป็นเบบี้บูม และ 1% นี้คือผู้บริหารบริษัทที่ตัดสินใจด้านนโยบายให้คนหมู่มากที่เป็นเจเนอเรชั่นใหม่ ที่น่าสนใจกว่าคือข้อมูลพนักงานลาออกมีถึงปีละ 40% ซึ่งคุณเอกล่าวว่าเป็นปกติของธุรกิจนี้!! ดิฉันในฐานะที่ปรึกษาด้าน Multi-Generational Leadership ไม่อาจทำใจมองเป็นเรื่องปกติได้ ยิ่งอยากรู้บริบทเบื้องหลังตัวเลขนี้ จึงขอพบท่านซีอีโอก่อนสองสัปดาห์เพื่อทราบความคาดหวังและเข้าใจบริบทก่อนบรรยายอาหารสมองกัน
ดิฉันนึกถึงบทสนทนาเมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้วที่ดิฉันมีโอกาสบินไปรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ประชุมกับบริษัท Bridgework ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาด้านเจเนอเรชั่นมากว่า 18 ปี เมื่อบินไปถึงดิฉันถึงกับงงว่าเรื่องนี้คุยกันมา 18 ปีในอเมริกาแล้วหรือ และดูท่าทางจะน่าสนใจขึ้นเมื่อสถาบันระดับโลกหลายสถาบันลงความเห็นว่า ความแตกต่างทางเจเนอเรชั่นกำลังเป็นความท้าทายที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต
สคายลาร์ค แฟร์ดึ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านเจเนอเรชั่นจาก Bridgework แลกเปลี่ยนมุมมองน่าสนใจว่าปัญหาหลักที่องค์กรเผชิญไม่ใช่ความแตกต่างทางเจเนอเรชั่น ปัญหาสำคัญอยู่ที่เขาไม่รู้ว่ากำลังมีปัญหา!! และปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติ แม้แต่อเมริกา เราเห็นเลยว่าอนาคตกำลังเปลี่ยน เด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะเจเนอเรชั่นซี (อายุ 4-21 ปี) มีพฤติกรรมเฉพาะและเทคโนโลยีผลักดันให้รูปแบบพฤติกรรมชัดเจนขึ้น
อนาคตจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีใครสนใจเรียนวิชาแพทย์ เด็กเจนซีชอบอะไรที่ทำได้จริงเห็นผลเร็ว การใช้เวลา 6 ปีในมหาวิทยาลัยอาจช้าเกินไปสำหรับพวกเขา โลกของเขาทุกอย่างคลิกและหาได้ในไม่กี่วินาที เช่น อยากเป็นพ่อครัวที่เจ๋งที่สุดในโลก จะพบว่ากูเกิลมีหลายล้านวิธีให้เลือกศึกษาและเป็นได้ในไม่นาน ชีวิตคุณมีทางเลือกหลายวิชาชีพรออยู่ ทุกวันนี้อาจารย์แพทย์ในอเมริกาต้องปรับรูปแบบการสอนผ่านเทคโนโลยี เช่น บรรยายผ่าน Facebook Live นักเรียนอยู่ที่ไหนก็เรียนได้ นักเรียนบางคนวิ่งในลู่วิ่งก็เสียบหูฟังบรรยาย ไม่ต้องเข้าคลาส สื่อการสอนก็ใช้ VR (Virtual Reality) เป็นเครื่องมือประกอบการสอนผ่าตัด
ข้อคิดที่ได้จาก Bridgework คือ องค์กรยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จ สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ ให้ความสำคัญสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านผู้นำที่ต้อนรับทุกเจเนอเรชั่น สภาพแวดล้อมการทำงานเปิดโอกาสให้ทุกเจเนอเรชั่นแสดงศักยภาพ สร้างเวทีให้น้องใหม่แสดงผลงาน มีรุ่นพี่เป็นที่ปรึกษา มีการรีโปรแกรมระบบทรัพยากรบุคคลให้ทันสมัย เน้นสร้างความผูกพันสนับสนุนแต่ละเจเนอเรชั่นเรียนรู้กัน
ดิฉันศึกษาการสร้างผู้นำแต่ละเจเนอเรชั่น เข้าใจและตื่นเต้นกับการต้อนรับเจนซีที่บางส่วนจะเข้าสู่โลกการทำงานเต็มตัวปีหน้า “น้องๆ แห่งโลก 5 จอ” คือ ความท้าทายที่กำลังเจอ หากเจนวายใช้อุปกรณ์สื่อสารเทคโนโลยี 3 จอ เจนซีจะมี 5 จอ ข้อเท็จจริงคือสมองคนเราเจนไหนก็ทำงานแบบ Multitasking ไม่ได้ แต่ทำงานแบบ Switching Task การ Switch แต่ละงานใช้เวลา 25 นาทีปรับจูนสู่เรื่องใหม่ ถ้าเจนซีมี 5 จอ ใน 1 ชั่วโมง การทำงานสมองต้องปรับโฟกัส 5 รอบก็แทบไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว จะส่งผลอย่างไรกับผลงาน ความผิดพลาด และผลประกอบการธุรกิจถึงจุดนี้จะบอกหรือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ หากอยากสร้างความแตกต่างทางธุรกิจในโลกอนาคตผ่านคนทุกรุ่น เริ่มง่ายๆ เช็กสุขภาพองค์กรเบื้องต้นกลับมาดูสัดส่วนพนักงานแต่ละเจเนอเรชั่นย้อนหลัง 3 ปีแล้วคุณจะพบข้อมูลน่าตื่นเต้น







