
ไม่เชื่อมั่นศก.ฟื้นจริง เอกชนเมินลงทุน
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัว มาจากการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น จากปีก่อนติดลบแต่ปีนี้น่าจะโตได้ 3.5% แต่สิ่งที่กังวลมีอยู่ 2 ประเด็น คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ไตรมาสแรกออกมายังหดตัวเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อการเติบโตของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว และปัญหาเงินบาทแข็งค่าเร็วและผันผวน"การที่ภาคเอกชนไม่มีการลงทุน เพราะยังไม่เชื่อมั่นในการขยายตัวเศรษฐกิจโดยรวม เพราะกำลังการผลิตยังเหลืออยู่มาก และยังไม่ฟื้นกลับมา หลังจากที่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งช่วงนั้นมีการเร่งการผลิตมาก อีกทั้งรวมถึงเอกชนอาจมองไปข้างหน้าระยะยาวอาจกังวลว่าตลาดมันจะเติบโตอย่างที่เคยเป็น จำนวนโครงสร้างประชากรไทยก็ลดลง ตลาดทุกอย่างก็เล็กลง ซึ่งเห็นได้จากที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยยังไปลงทุนต่างประเทศ เพราะตลาดในประเทศเล็กเกิน อีกทั้งยังเป็นประเด็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันและค่าแรง เมื่อก่อนไทยเป็นเป้าหมายในการลงทุนหลัก แต่ตอนนี้เรามีคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย” พิพัฒน์ กล่าวสำหรับเรื่องที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วปัจจัยหลักน่าจะมา
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัว มาจากการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น จากปีก่อนติดลบแต่ปีนี้น่าจะโตได้ 3.5% แต่สิ่งที่กังวลมีอยู่ 2 ประเด็น คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ไตรมาสแรกออกมายังหดตัวเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อการเติบโตของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว และปัญหาเงินบาทแข็งค่าเร็วและผันผวน
"การที่ภาคเอกชนไม่มีการลงทุน เพราะยังไม่เชื่อมั่นในการขยายตัวเศรษฐกิจโดยรวม เพราะกำลังการผลิตยังเหลืออยู่มาก และยังไม่ฟื้นกลับมา หลังจากที่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งช่วงนั้นมีการเร่งการผลิตมาก อีกทั้งรวมถึงเอกชนอาจมองไปข้างหน้าระยะยาวอาจกังวลว่าตลาดมันจะเติบโตอย่างที่เคยเป็น จำนวนโครงสร้างประชากรไทยก็ลดลง ตลาดทุกอย่างก็เล็กลง ซึ่งเห็นได้จากที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยยังไปลงทุนต่างประเทศ เพราะตลาดในประเทศเล็กเกิน อีกทั้งยังเป็นประเด็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันและค่าแรง เมื่อก่อนไทยเป็นเป้าหมายในการลงทุนหลัก แต่ตอนนี้เรามีคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย” พิพัฒน์ กล่าว
สำหรับเรื่องที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วปัจจัยหลักน่าจะมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการคาดเดาว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยเดือน มิ.ย.นี้ แต่ในช่วงปลายปีอาจจะมีน้ำหนักน้อยลง ซึ่งก็จะมีผลต่อการผันผวนต่อค่าเงินอีกครั้ง เพราะถ้าเฟดยังขึ้น 3 ครั้งเหมือนเดิมส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐจะไม่มีและจะอยู่ในระดับที่เท่ากัน แต่หากขึ้น 2 ครั้งก็ยังมีผลต่างอัตราดอกเบี้ยกันอยุู่ ถ้าเงินบาทที่มีโอกาสแข็งค่ามากขึ้น ก็จะมีผลต่ออุปสรรคของธุรกิจส่งออกของไทยที่กำลังฟื้นตัวขึ้นได้” พิพัฒน์ กล่าว
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ปกติแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยไม่ควรใช้กับตลาดเกิดใหม่ แต่การที่เงินต่างประเทศไหลเข้ามาตลาดพันธบัตรไทยมากกว่าตลาดหุ้น เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนไทยมีปัจจัยที่ดี มีเงินทุนสำรองที่สูง มีหนี้ต่างประเทศที่ต่ำ ซึ่งปกติการที่เงินต่างชาติจะเข้าหุ้นได้ก็ต้องมาจากปัจจัยที่มองว่าเศรษฐกิจภายในประเทศไทยจะมีการเติบโตที่ดี
ช่วงที่เหลือของปีนี้ สิ่งที่กังวลอย่างหนึ่ง คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่ตอนนี้มีความผันผวนจากที่เคยมองกันว่า เงินบาทจะอ่อนค่าที่ระดับเท่าไร แต่ตอนนี้ต้องมีปัจจัยที่แวดล้อมอยู่หลายด้าน ตอนนี้นักวิเคราะห์คาดการณ์กัน 90% ว่าเดือน มิ.ย.เฟดขึ้นดอกเบี้ย แต่ปลายปีเคยมองขึ้น 40% ตอนนี้มองเพียงแค่ 20% ดังนั้นต้องติดตามว่า เฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้เท่าจำนวนครั้งที่เคยบอกว่าปีนี้จะขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 3 ครั้ง
ศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ.ยังคงคาดการณ์ดัชนีเอ็มพีไอ ปี 2560 ไว้ที่เป้าเดิมอยู่ที่ 0.5-1.5% จีดีพีภาคอุตสาหกรรมคงอยู่ที่ 1-2% แต่หากมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้จีดีพีประเทศขยายตัวได้เฉลี่ย 5% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเอ็มพีไอโดยรวมในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะทรงตัว โดยหวังว่าจะมีแรงกระตุ้นจากอุตสาหกรรมหลัก เช่น รถยนต์ที่มีสัดส่วนสูงสุดในสินค้าอุตสาหกรรมฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมบางรายการยังมีสัญญาณดีขึ้น เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซีเมนต์ เหล็ก รวมถึงผลผลิตสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น สะท้อนการบริโภคและการลงทุนในประเทศปรับตัวดีขึ้นตาม อาจส่งผลให้ดัชนีเอ็มพีไอเดือน พ.ค.ฟื้นตัวขึ้น
ศิริรุจ กล่าวว่า สศอ.ยังคงคาดการณ์ดัชนีเอ็มพีไอ ปี 2560 ไว้ที่เป้าเดิมอยู่ที่ 0.5-1.5% จีดีพีภาคอุตสาหกรรมคงอยู่ที่ 1-2% แต่หากมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้จีดีพีประเทศขยายตัวได้เฉลี่ย 5% ต่อปี







