
ไรวินท์ เลขวรนันท์ จากหนุ่มช่างคิดสู่ บจ.mai
ไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง หรือ ETE
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
ไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง หรือ ETE ที่รู้จักกันดีของนักลงทุนในตลาดหุ้น เพราะเป็นหุ้นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อเดือน ก.พ. 2560
หากดูเส้นทางการทำธุรกิจของหนุ่มใหญ่วัย 42กว่าๆ ถือว่าไม่ธรรมดา การเติบใหญ่ขึ้นมาของธุรกิจในวันนี้และกลายเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ mai ล้วนเกิดมาจากการเป็นหนุ่มช่างคิด เมื่อคิดได้ สงสัยก็ถามและลงมือทำ จากกิจการเล็กๆ ในอดีตกลายเป็นบริษัทที่มีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ล่าสุด 2,000 ล้านบาท
ไรวินท์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจของเขาเกิดขึ้นเพราะอยากมีเงิน อยากรวย ดังนั้นในวัย 18 ปี หลังจบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาหรือ ปวช. ก็ขอแยกตัวเองออกมาจากกิจการของพ่อที่ทำไดนาโม โดยขอคนงานพ่อมา 1 คน และด้วยการอยากมีเงินและอยากรวยเร็วทำให้ธุรกิจแรกที่เขาทำ ทำไปได้ระยะหนึ่งก็เลิก
“ผมเองคิดและสงสัยตลอดเวลา แต่ด้วยการเติบโตมาในบ้านที่ทำเรื่องไดนาโม ก็มีความรู้เรื่องไฟฟ้าอยู่ และในภาคใต้ ตอนนั้นธุรกิจนากุ้งเบ่งบานมาก นากุ้งจำเป็นมากกับการใช้มอเตอร์ในการตีน้ำและจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า และนั่นก็เป็นที่มาของการทำธุรกิจอีกครั้ง งานผมดีมากและทำให้ธุรกิจเติบโต แต่ด้วยการที่ผมยังเด็ก ที่สุดธุรกิจนี้ก็มาถึงทางตันอีก
แต่ผมก็ไม่ล้มเลิกจนตัดสินใจเปิดบริษัทคือตอนนั้นอายุ 21 ปี ทำงานรับเหมาติดตั้งระบบมาระยะหนึ่ง และรู้สึกว่าเรียนรู้จากข้อผิดพลาดมามากพอ ซึ่งช่วงที่ตัดสินใจเปิดบริษัทคือช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจพอดี แต่โอกาสที่ได้รับมาเป็นโปรเจกต์ใหญ่ มูลค่าหลายสิบล้านบาท ที่จะให้มีความผิดพลาดไม่ได้อีก ทำให้ต้องคุมงานเอง ลงมือด้วยตัวเองทุกอย่าง ถือเป็นงานชิ้นที่ทำให้ขยับขยายได้ เพราะปี 2540 เป็นปีที่ธุรกิจแย่ ไม่มีงาน มีแต่หนี้ ล้มละลาย ต่างชาติถอนทุน แต่ขณะเดียวกันบูรพาฯ กลับโตสวนกระแสทุกอย่าง งานเข้าเยอะมาก ไม่มีหนี้ และเริ่มตั้งบริษัทได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมีโอกาสที่ได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ในทางที่ถูกด้วย และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจที่สำเร็จ
การทำธุรกิจที่เกี่ยวกับการติดตั้งเสาไฟฟ้าทำให้จะต้องไปดีลงานกับหน่วยงานการไฟฟ้าอยู่เนืองๆ เมื่อไปผมก็เห็นโอกาสในการทำธุรกิจอีก โดยเฉพาะในการรับจดค่าไฟฟ้า เมื่อสงสัยก็ถามว่า ผมสามารถที่จะไปเป็นผู้ให้บริการได้หรือไม่ เมื่อคำตอบคือได้ ผมก็มีธุรกิจในการรับจดมิเตอร์ไฟฟ้าเกิดขึ้น เมื่อจดมิเตอร์ไฟฟ้าได้ ก็มามองที่ประปาอีกเพราะเป็นงานประเภทเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของอีกธุรกิจในที่สุด คือ บริษัท อีทีอี เมเนจเมนท์ ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการ ธุรกิจบริการ รวมถึงธุรกิจพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์
เมื่อผมทำธุรกิจมาได้ระยะหนึ่งผมก็รู้ว่าผมมีปัญหาในเรื่องของการจัดระบบความคิด เพราะหนึ่งเป็นเพราะผมเรียนมาไม่เยอะ เมื่อรู้เช่นนี้ผมจึงกลับเข้าไปเรียนควบคู่ไปกับการทำงาน ซึ่งผมเรียนจนจบปริญญาตรีคณะศิลปศาสตร์ เมื่อจบตรีผมก็เรียนต่อในระดับปริญญาโท ซึ่งการเลือกเรียน บริหารธุรกิจ เพื่อนำมาใช้ในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนเพื่อให้รู้ว่าเวลาเราจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์จะต้องทำอย่างไร ซึ่งผมก็เรียนจนจบปริญญาโทและตรี ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเมื่อเรียนแล้วผมก็เรียนจนสุดทางคือ ล่าสุดจบปริญญาเอก บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ผมใช้เวลาในการเรียนรวมทั้งหมด 10 ปี”
สำหรับธุรกิจของบริษัท ปัจจุบันมีธุรกิจการบริหารจัดการบุคลากร (Manpower Management หรือ MM) กลุ่มบริษัทให้บริการบริหารจัดการบุคลากรของลูกค้าแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นการให้บริการบริหารจัดการบุคลากร ได้แก่ พนักงานธุรการ พนักงานขับรถ พนักงานช่างทั่วไป และพนักงานทั่วไป รวมถึงตำแหน่งงานที่ลูกค้าบางรายกำหนดให้มีทักษะเฉพาะทาง เช่น วิศวกร ทั้งนี้เพื่อสร้างความคล่องตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการจัดหาพนักงานทดแทนของลูกค้า มีรูปแบบการให้บริการ ได้แก่ การเป็นผู้ให้บริการจ้างเหมาหน่วยงานภายนอก (Outsource) ให้กับลูกค้าในการบริหารจัดการกลุ่มพนักงานตามที่ลูกค้ากำหนด โดยกลุ่มบริษัทจะเข้าไปทำหน้าที่ให้บริการเสมือนเป็นแผนกทรัพยากรบุคคลสำหรับกลุ่มพนักงานในส่วนงานที่ได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการ โดยกลุ่มบริษัทมีหน้าที่บริหารจัดการให้ลูกค้ามีพนักงานพร้อมปฏิบัติงานตามที่กำหนด ทั้งตามจำนวนและคุณสมบัติที่ตกลงกันในสัญญาภายใต้งบประมาณที่กำหนด ซึ่งในการบริหารจัดการบุคลากรดังกล่าว กลุ่มบริษัทสามารถให้บริการได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหาและทดสอบพนักงานเพื่อให้ได้พนักงานที่มีคุณสมบัติตามที่ลูกค้ากำหนด ตั้งแต่ระดับพนักงานปฏิบัติงานไปจนถึงระดับผู้จัดการ หรือรับโอนพนักงานเดิมจากลูกค้าเพื่อบริหารจัดการต่อภายใต้การบริหารจัดการของกลุ่มบริษัท ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการในลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง กรมสรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น
ทั้งนี้ วันที่ 31 ธ.ค. 2559 กลุ่มบริษัทให้บริการบริหารจัดการบุคลากรแก่ลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 60 องค์กร โดยมีพนักงานที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกลุ่มบริษัทกว่า 5,000 คน/ปี ล่าสุดบริษัทก็ได้ขยายสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนธุรกิจที่มีโอกาสและสร้างรายได้ประจำที่ดีให้กับกิจการและจะยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร ระยะ 2 จำนวน 55 เมกะวัตต์ โดยจะให้บริษัท อีทีจี เอนเนอร์จี บริษัทย่อยของกลุ่มเป็นผู้ดำเนินการ







