
ครัวเรือนแหว่งกลาง ความเปราะบางที่สังคมไทยกำลังเผชิญ
ปัจจุบันไทยมีครัวเรือนแหว่งกลางมากขึ้น นั่นหมายถึง ครัวเรือนที่ผู้อาศัยอยู่ในครัวเรือนมีเพียงประชากรวัยสูงอายุ
โดย...อ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์กรและสารสนเทศ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิจัยร่วมโครงการ "ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย" สกว.
ปัจจุบันไทยมีครัวเรือนแหว่งกลางมากขึ้น นั่นหมายถึง ครัวเรือนที่ผู้อาศัยอยู่ในครัวเรือนมีเพียงประชากรวัยสูงอายุ และวัยเด็กหรือวัยรุ่นเท่านั้น รูปแบบการอยู่อาศัยของครัวเรือนประเภทนี้จะแตกต่างจากครัวเรือนทั่วไป คือ แทนที่จะมีสมาชิกอาศัยอยู่ด้วยกัน 3 รุ่น คือ รุ่นปู่ย่าตายาย (ผู้สูงอายุ) รุ่นพ่อแม่ (ผู้ใหญ่) และรุ่นลูก (เด็ก/วัยรุ่น) แต่ครัวเรือนแหว่งกลางจะมีเพียง 2 รุ่น คือ รุ่นผู้สูงอายุ และรุ่นเด็กที่อาศัยอยู่ด้วยกันเท่านั้น ขาดประชากรกลุ่มอายุตรงกลางซึ่งเป็นรุ่นผู้ใหญ่ไป ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า “ครัวเรือนแหว่งกลาง” หรือ “ครัวเรือนข้ามรุ่น” ดังที่เราได้ยินกันอยู่ในปัจจุบัน
บางคนอาจสงสัยว่าครัวเรือนลักษณะนี้สำคัญอย่างไร ทำไมจึงต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ...
ในทางประชากรศาสตร์ ครัวเรือนแหว่งกลาง เป็นหนึ่งตัวกระตุ้นความเร็วในการเป็นสังคมสูงวัยของพื้นที่ เมื่อประชากรวัยแรงงานย้ายถิ่นออก เหลือประชากรวัยสูงอายุอยู่ยังถิ่นเดิม สัดส่วนผู้สูงอายุในพื้นที่ก็จะสูงขึ้นในทันที
ผลการศึกษาจากโครงการ “ความอยู่ดีมีสุขของครัวเรือนชนบทไทย” สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลระดับประเทศซึ่งสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าร้อยละของครัวเรือนแหว่งกลางในประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 0.9 ในปี 2530 เป็นร้อยละ 1.5 ในปี 2557 เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของครัวเรือนแหว่งกลางในทุกๆ ภูมิภาค แต่ที่ดูเหมือนจะมีความชัดเจนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ คือ ภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท
ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นสัญญาณแจ้งเตือนให้สังคมไทยตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาสนใจและเตรียมการเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ผลการวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาถึงสภาพและผลกระทบด้านความเป็นอยู่ของครัวเรือนแหว่งกลางนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่าครัวเรือนลักษณะนี้มีความเปราะบางในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการอยู่อาศัย เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการใช้ชีวิต ไม่เพียงแต่เรื่องความสามารถในการผลิตและหารายได้ที่ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาประชากรวัยแรงงาน แต่ยังมีเรื่องช่องว่างระหว่างวัยของคนทั้งสองช่วงวัยดังกล่าวที่มีอยู่ค่อนข้างมาก ส่งผลให้วิถีการใช้ชีวิตจึงแตกต่างกันออกไปในหลายมิติ ทั้งเรื่องการกินอยู่ รสนิยม รวมถึงทัศนคติในเรื่องต่างๆ
ในมิติของช่องว่างระหว่างวัยนี้ ข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพของโครงการวิจัย “ความอยู่ดีมีสุขของครัวเรือนชนบทไทย” ยังพบว่าผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะวัยปลาย) ที่อาศัยในครัวเรือนแบบแหว่งกลางจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการดูแลหลานที่เป็นเด็กเล็ก เนื่องจากไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะตามดูแลหลานได้ทั้งวัน ขณะที่หลายรายซึ่งมีบุตรหลานเป็นวัยรุ่น ก็จะพบปัญหาแตกต่างกันออกไป บางรายมีความเครียดและกังวลเนื่องจากเป็นห่วงพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งเรื่องการเรียน การคบเพื่อน และความประพฤติ ในทางกลับกัน ประชากรวัยเด็ก/วัยรุ่นเอง ก็มีความเข้าใจที่แตกต่างไปจากผู้สูงอายุ โดยสถานการณ์ดังกล่าวนี้ได้นำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ ของครอบครัว อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ใช่ว่าจะไม่มีทางออก เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งในการประคับประคองสถานการณ์ภายใต้การเปลี่ยนผ่านในยุคสังคมสูงวัย ผ่านทางนโยบายและมาตรการที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังในคราวถัดไป







